David 的个人资料Do you know that the wor...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
5月19日 ชมปราสาทตาพรหม ที่สุดอัศจรรย์และเข้มขลัง
เที่ยววังอังกอร์-อังกอร์ธม-ปราสาทพิมาณอากาศ
ชมปราสาทบายนปราสาทลี้ลับ
วันที่สองของการเดินทางที่ทั้งเหนื่อยและสนุก-ปราสาทปักษีจำกรง-นครธม
หลังชมนครวัด
1月13日 ตามมาเลยครับ ยังมีให้ดูอีกเยอะภาพสลักด้านนี้ผมชอบครับ เรื่องราวสนุกดี
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ตามเรื่องในภาควัตปุราณะ ซึ่งเป็นที่นิยมมากของช่างขอม แบ่งออกเป็นส่วนซ้อนกันตามแนวนอน มีความยาวเกือบ 50 เมตร มีเรื่องอยู่ว่า วันหนึ่งเทพธิดาองค์หนึ่งได้เก็บพวงดอกไม้ได้มาจากสวรรค์ และมอบพวงดอกไม้ให้กับพระฤาษีทรุวาสด้วยความศรัทธา พระฤาษีก็นำคล้องคอ กลิ่นหอมแรงของดอกไม้ดังกล่าวทำให้พระฤาษีเกิดอารมณ์เพ้อฝัน ได้ลุกขึ้นเต้นรำทำท่าทางต่างๆ ร่ายรำไปจนพบกับพระอินทร์ พระฤาษีได้มอบมาลัยนั้นให้กับพระอินทร์ พระอินทร์ก็วางมาลัยบนหัวช้างทรง (ในฉบับของอินเดียนั้น พระอินทร์ไม่ได้ทรงช้าง และฉีกมาลัยนั้นด้วยตนเอง) เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้หอมนั้นก็เกิดความบ้าคลั่ง เอางวงจับมาลัยฟาดลงดินและเหยียบขยี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระฤาษีโกรธ หาว่าพระอินทร์ล่วงเกินดูหมิ่น จึงได้สาปแช่งให้พระอินทร์พ่ายแพ้แก่อสูรและหมู่ยักษ์ แล้วฤาษีก็จากไปด้วยความโกรธ ส่วนพระอินทร์ก็จากมาด้วยความเศร้า จากนั้นมาพระอินทร์ก็มีฤทธิ์ถอยลงทุกทีรวมถึงเทวดาบริวารทั้งหลายต่อสู้กับยักษ์ก็มักจะพ่ายแพ้ ยักษ์ทั้งหลายเริ่มกำเริบรังแกเทวดาน้อยใหญ่ เทวดาทั้งหลายจึงมาเฝ้าพระอินทร์ขอให้พาไปเฝ้าพระนารายณ์เพื่อปราบยุคเข็ญต่อไป ครั้งนี้พระวิษณุได้ออกอุบายร่วมกับพระอินทร์ ให้มีการกวนเกษียรสมุทร โดยให้เทวดาทั้งหลายไปเก็บโอสถสมุนไพรจากที่ต่างๆ ใส่ลงในเกษียรสมุทร แล้วป่าวประกาศให้ยักษ์อสูรทั้งหลายมาช่วยกวนเกษียรสมุทรจะได้ดื่มน้ำอมฤตและมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็นอมตะตลอดไป ยักษ์ทั้งหลายหลงเชื่อจึงมาช่วยกวนโดยพญาครุฑได้เหาะยกเอาภูเขามันทรสิงขร ซึ่งเป็นเขาบริวาร 1 ใน 4 ของเขาพระสุเมรุมาจมลงในเกษียรสมุทรเป็นไม้พายกวน เอาพญานาควาสุกีม้วนพันภูเขา แล้วให้เทวดาดึงหางพญานาค และอสูรดึงทางเศียรพญานาค และเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่แคลนคลอนและป้องกันไม่ให้เขามันทรสิงขรทะลุโลกไปถึงบาดาล พระวิษณุได้อวตารร่างมาเป็นเต่าขนาดใหญ่รองรับเขาเอาไว้และแบ่งภาคประทับอยู่บนภูเขาด้วย เรียกกันว่า “กูรมาวตาร” ขณะชักพญานาคกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น อสูรที่ชักทางหัวนาคก็ถูกพญานาคพ่นไฟร้อนออกจากปากแต่ก็จำทนเพื่อจะได้น้ำอมฤต ส่วนพระวิษณุก็ร่ายมนตร์ให้ฝนตก ฝ่ายเทวดาก็เย็นสบายไม่เหนื่อยแรงมาก ต่อมาพญานาควาสุกรีได้พ่นพิษออกมา พระพรหมเกรงว่าบรรดาเทวดาทั้งหลายจะตายเพราะพิษ จึงขอให้พระอิศวรซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเป็นอมตะไม่ตายทรงกลืนน้ำพิษเข้าไป และไปเผาไหม้พระศอจนเป็นสีดำ จึงมีชื่อเรียกพระอิศวรอีกชื่อหนึ่งว่า “นิลกันตะ” แปลว่า คอดำ หลังจากที่กวนน้ำอมฤตกว่า 1,000 ปี ก็ได้ปรากฏสิ่งของต่างๆ ขึ้นมากมาย คือ แม่โคชื่อสุรภี เป็นแม่โคสารพัดนึก เป็นแม่ของโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ / เทพีวารุณี อันเป็นเทพีแห่งสุรา / ต้นปาริชาติ / นางอัปสร 35 ล้านนาง / พระจันทร์โสม พระศิวะเอาไปเป็นปิ่นปักผม / พิษร้ายที่พญานาควาสุกรีพ่นออกมา เหล่านาคทั้งหลายพากันดื่มกินเพื่อเพิ่มพลังพิษให้กับตนเอง / พระลักษมี พระวิษณุเอาไปเป็นมเหสี / ม้าแก้วอุจไฉศรพ / ช้างไอราวัณ จากนั้นการกวนเกษียรสมุทรก็สิ้นสุดลงหลังจากที่ได้น้ำอมฤตที่บรรจุในภาชนะ ซึ่งเทพธันวันตะรี แพทย์ผู้ชำนาญในอายุรเวทของเหล่าเทวดาเป็นผู้เชิญขึ้นมาจากเกษียรสมุทร ฝูงยักษ์เข้าไปจะดื่ม พระวิษณุเห็นท่าไม่ดีเพราะหากให้อสูรดื่มเข้าไปจะยิ่งเห็นฤทธิ์เดชจนไม่อาจจะปราบได้ จึงแปลงร่างพระองค์เป็นสาวงามคอยหลอกล่อเหล่าอสูรให้หลงเสน่ห์และตามไปจนห่างน้ำอมฤตทุกที แล้วเหล่าเทวดาก็รับดื่มน้ำอมฤต ฤทธิ์เดชก็กลับมาดังเดิม แต่มีอสูรตนหนึ่งได้แอบดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเล็กน้อย พระอาทิตย์ และพระจันทร์ได้ฟ้องแก่พระวิษณุ พระวิษณุจึงขว้างจักรมาฆ่าอสูรตนนั้นที่ชื่อราหู แต่น้ำอมฤตที่พระราหูดื่มเข้าไปได้ลงมาถึงท้องพอดี ส่วนบนจึงเป็นอมตะ ส่วนล่างจึงขาดหลุดไป ดังนั้นเรื่องราวของราหูอมจันทร์ หรือสุริยคราสนั้นคงเกิดจากการแก้แค้นของราหูนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาเหล่าอสูรก็ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชของเทวดาได้จึงพ่ายแพ้กลับไป ในภาพสลักเป็นฝ่ายอสูร 92 ตนดึงทางส่วนหัวพญานาค ฝ่ายเทวดา 88 องค์ดึงส่วนหาง ด้านขวาสุดอาจเป็นหนุมานมาช่วยเทวดาด้วย เห็นปลาและจรเข้ขาด 2 ท่อนเพราะแรงน้ำวน
บนประตูกลางด้านตะวันออกมีจารึกขนาดใหญ่ สลักขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 เล่าเรื่องการสร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิบนพื้นดิน
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนเหนือ เป็นภาพสลักที่ทำขึ้นภายหลังร่วม 550 ปี ความสวยงามจึงสู้ของเดิมที่สร้างมาแต่แรกไม่ได้ ในสมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2099) ได้ส่งทหารมาปราบพวกเขมร แต่พ่ายแพ้แก่นักองค์จัน เสียไพร่พลช้างม้าเป็นอันมาก ดังปรากฏอยู่ในพงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐฯ นักองค์จันทรงถือตนเองว่าเก่ง ก็ได้มาสร้างราชธานีอยู่ที่นี่ หลังจากมีการอพยพทิ้งร้างไปนานร่วม 400 ปีแล้ว รู้ได้เพราะมีการพบจารึกบอกว่า นักองค์จันโปรดให้สลักภาพที่ยังไม่ได้สลักหรือร่างโกลนไว้แล้วให้สำเร็จ ภาพนี้แสดงถึงชัยชนะของพระนารายณ์ต่อพวกอสูรและทรงครุฑอยู่ตรงกลางของภาพ ฝีมือการสลักภาพยังไม่สู้ดีนัก และได้รับอิทธิพลจากศิลปะไทยด้วย เพราะนักองค์จันเคยมาอยู่กรุงศรีอยุธยามาก่อน คือ ภาพสลักบางภาพสลักรูปบุคคลนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ที่เราเรียกว่า “ถกเขมร” แต่ข้างล่างจะมีรอยของสนับเพลาหรือกางเกง กล่าวคือ นุ่งผ้าโจงกระเบนทับอยู่บนกางเกงเหมือนละครรำของไทย ปกติเขมรจะนุ่งโจงกระเบนอย่างเดียว เพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย คนไทยชอบนุ่งกางเกง รวมถึง “ห่มผ้าสไบ” อย่างรูปสลักเทพธิดา หรือนางอัปสรที่มักจะเปลือยอกอยู่เสมอ เขาไม่เคยห่มสไบ แต่รูปสลักพวกนี้ห่มสไบ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะไทย
ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันออก เป็นภาพเรื่องการรบพระกฤษณะกับพญาพาน พระกฤษณะมี 8 กร มีเศียรหลายเศียร ทรงครุฑ ส่วนพญาพานมีมือหลายมือทรงรถเทียมราชสีห์ ด้านขวาสุดของภาพมีภาพพระอิศวรประทับนั่งอยูบนเขาไกรลาส พร้อมกับพระอุมา และพระคเณศ กำลังขอให้พระกฤษณะไว้ชีวิตแก่พญาพาน และพระกฤษณะก็ยกโทษถวายสาเหตุที่รบกันคือ พญาพานได้ไปชิงตัวหลานพระกฤษณะเอามาเป็นเมีย
ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันตก เป็นภาพเล่าเรื่องเทวาสุรสงคราม คือ เป็นภาพเทวดาในศาสนาฮินดู 21 องค์กำลังต่อสู้กับอสูรกาลเนมิ สลักเต็มพื้นที่ ไม่มีการแบ่งเป็นแนว ด้วยเหตุนั้นคงสลักขึ้นเป็นรุ่นแรกสมัยสร้างปราสาทนครวัด เป็นภาพสลักที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งในปราสาทนครวัด เทวดาเหล่านี้ทรงพาหนะและอาวุธประจำองค์ สังเกตดูได้ง่ายๆ เช่น ท้าวกุเวรทรงยักษ์, พระขันทกุมารทรงนกยูง, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระนารายณ์ทรงครุฑ, พระยมทรงควาย, พระอิศวรทรงโค, พระพรหมทรงหงส์, พระพายและพระอาทิตย์ทรงม้า, พระวรุณทรงนาค 5 เศียร เป็นต้น
อาคารมุมระเบียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนเหนือเป็นภาพวิราธลักนางสีดา / นางสีดาลุยไฟ ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ปรึกษาราชการกับสุครีพ พญาวานร / ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือพญาอนันตนาคราช พระลักษมีนั่งรองรับพระบาทของพระวิษณุ ด้านล่างเป็นภาพเทพ 9 องค์กำลังทรงพาหนะเพื่อเสด็จไปขอให้พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทศกัณฐ์ ประกอบด้วย พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้าอุชชัยสรวาส, ท้าวนรฤติทรงรากษส, พระขันธกุมารหรือสกันทะทรงนกยูง, พระวรุณทรงหงส์, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระศิวะทรงโคนนทิ, พระยมทรงกระบือ, เทวดาทรงราชสีห์, เทวดาทรงสิงห์ / ภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนตะวันตกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา นั่งบุษบกกลับกรุง อโยธยา / ภาพพิเภกหนีมาพึ่งพระราม พระลักษมณ์ / ภาพหนุมานถวายแหวนให้นางสีดาระหว่างที่อยู่ในกรุงลงกา มีนางตรีชฎาอยู่ข้างๆ / ส่วนใต้เป็นภาพพระนารายณ์ 4 กร / ภาพพระรามประลองศรชิงนางสีดาที่มิถิลา / ภาพพระราม พระลักษมณ์กำลังสู้กับยักษ์กพันธ์ หรืออสุรกุมพล ศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า ราชรถบุษบกยานุมาศนั้นแต่เดิมเป็นของท้าวกุเวร (ท้าวเวสวัณ) แล้วทศกัณฑ์ไปขโมยมา ซึ่งมักจะกล่าวถึงว่า วิมานนั้นแหละถูกแบกไว้บนปีกของหงส์อยู่เสมอ ส่วนบุคคลทั้งสองที่นั่งขนาบข้างนอกบุษบกนั้น คงเป็นพิเภก (วีภีษณ์) และนางตรีชฎาที่ได้รับการอภิเษกจากพระรามให้ครองกรุงลงกา ต่อมาได้มาส่งเสด็จพระรามกลับกรุงอโยธยา
ระเบียงด้านตะวันตกส่วนเหนือ เป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ ตอนชัยชนะของพระรามเหนือกรุงลงกา เป็นการสู้รบระหว่างยักษ์กับลิงโดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นแนวเลย ด้วยเหตุนั้นจึงคงสลักขึ้นในตอนแรก พร้อมกับระเบียงทิศเหนือด้านตะวันตกและระเบียงทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตอนกลางภาพจะเห็นพระรามประทับบนบ่าหนุมาน เบื้องหลังพระรามเป็นพระลักษมณ์ พิเภก ส่วนทศกัณฐ์ประทับบนราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ คือ นิลพัทกำลังจับยักษ์ ส่วนลิงอีกตัวหนึ่งคงเป็นองคตกำลังถอนงาช้าง, ภาพอินทรชิตกำลังสู้กับหนุมาน
เรื่อง “รามเกียรติ์” นี้เป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักอย่างดี ซึ่งแต่งโดยฤาษีชื่อ “วาลมีกิ” เรื่องดังกล่าวเป็นการพรรณาประวัติอย่างกว้างขวางลึกซึ้งของพระราม ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ เพื่อมาปราบทศกัณฐ์ หรือ ท้าวราพณ์ ซึ่งเป็นอสูรร้าย
ต่อไปขึ้นไปยังระเบียงชั้นกลางซึ่งสูงกว่าระเบียงชั้นนอก แต่ช่างขอมก็สามารถสร้างเป็นระเบียงรูปกากบาทให้ติดต่อกันได้โดยสร้างให้ลดหลั่นกันขึ้นไปทีละขั้น ภายในระเบียงรูปกากบาทนี้ก่อเป็นสระอยู่ที่ 4 มุม มีบันไดลงไปได้ ด้านข้างระเบียงมีบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง จากระเบียงชั้นแรกขึ้นมายังระเบียงชั้นกลางมีประตูทางเข้า 3 ทางด้านทิศตะวันตก แต่ทิศอื่นมีเพียงประตูเดียว ที่บรรณาลัยทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงมุมประตูด้านทิศตะวันออก มีภาพนางอัปสรที่ไม่ได้สวมชุดยาวคลุม ไม่นุ่งผ้านั่นเอง
จากนั้นขึ้นไปยังระเบียงชั้นบนสุด ข้างบนมีปราสาทอยู่ 5 หลัง หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม มีระเบียงตัดกันเป็นรูปกากบาทเชื่อมปราสาททั้ง 5 หลังเข้าด้วยกัน มีทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปเปรียบเสมือนสะพานที่บรรดาอสูรและเทวดากำลังยุดนาคในการกวนเกษียรสมุทร ใครเดินผ่านเข้าไปเหมือนได้พรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะมีโชคลาภและหายจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็บอกว่าเปรียบเหมือนสะพานรุ้งที่นำทางขึ้นไปสู่สวรรค์ มีรูปนางอัปสรลิ้น 2 แฉกอยู่ที่มุมระเบียงด้านในทิศตะวันออกเฉียงใต้
ระเบียงชั้นกลางและชั้นบน จะมีภาพสลักเฉพาะบนทับหลัง และหน้าบัน กับบนผนังสลักเป็นรูปเทพธิดาเท่านั้น ส่วนบนสุดของปราสาทยังคงสลักไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นทับหลัง เสาประดับกรอบประตู และส่วนเครื่องประดับยอด เห็นเป็นเพียงโครงสร้างของหินทรายโกลนขึ้นเป็นรูปร่างเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้สิ้นพระชนม์ก่อนจะสร้างเสร็จ จึงหยุดไว้เพียงเท่านั้น และมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยตั้งโกศใส่พระบรมศพบนฐานสี่เหลี่ยมศิลา เจาะเป็นรูปร่องลึกลงไปจนถึงฐานปราสาทชั้นล่าง บรรจุทรายละเอียดใส่ไว้เต็มเพื่อเป็นที่รองรับพระบุพโพ (น้ำเหลือง) จากศพให้ซึมไหลลงไป ที่ต้องทำไว้ลึกมากเพราะป้องกันมิให้กลิ่นน้ำเหลืองระเหยออกมา เป็นปฏิกูลต่อผู้ที่จะต้องเข้าไปสักการะบูชาพระบรมศพ
พวกเขมรมีความเชื่อว่า กษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพระวิษณุ ฉะนั้นพระบรมศพที่ประดิษฐานไว้บนปราสาทสูงสุดยอดจึงเป็นวัตถุที่เคารพแทนรูปพระวิษณุ และพระบรมศพที่บรรจุไว้ในโกศก็จะประดับประดาด้วยอาภรณ์ต่างๆ ให้สมกับที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิการปกครองระบอบเทวราชาของเขมร ซึ่งถือว่ากษัตริย์เป็นเทวะ เมื่อสวรรคตลงแล้วก็กลายเป็นเทวดาจริงๆ ต้องสร้างเทวาลัยขึ้นสำหรับไว้พระบรมศพ และเป็นเทวสถานต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ปราสาทหินนครวัดจึงสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างกันปราสาทหินอื่นๆ ที่มักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ภาพสลักที่ปราสาทนครวัดทั้งหมดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเขมรโบราณได้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นภาพภายในราชสำนัก ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในศาสนา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ชาวบ้าน การแต่งกายของผู้คนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่พระราชา ราชวงศ์ ข้าราชสำนัก พราหมณ์นักบวช เครื่องยศต่างๆ รวมทั้งอาวุธที่ใช้ในการสงคราม
การที่ภาพสลักเล่าเรื่องในศาสนาที่ปราสาทนครวัดเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวิษณุและการอวตารของพระองค์นั้น เนื่องจากว่า ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นถวายแด่พระวิษณุ ซึ่งในสมัยก่อนหน้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นไม่เคยมีการสร้างศาสนสถานที่มีความสำคัญเช่นนี้ถวายแด่องค์พระวิษณุมาก่อนเลย
ข้อสังเกตุ ความกว้างใหญ่ไพศาล ความมหึมาของตัวปราสาทนครวัด ทำให้นักวิชาการทึ่งในความสามารถของชาวขอม ความทรงอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2) ที่ขยายอาณาเขตของอาณาจักร และมีไพร่พลมหาศาล มีเศรษฐกิจที่ดี สามารถก่อสร้างปราสาทได้อลังการขนาดนี้ บ้างก็ว่าต้องมีประชากรและคนงานในอาณาจักรมากกว่าอาณาจักรใดในยุคเดียวกัน และต้องใช้พลังงานมหาศาล ในการตัดหินทรายจำนวนเป็นล้านก้อนแต่ละก้อนก็หนักเป็นตันและลำเลียงจากแหล่งหินที่อยู่ไกลออกไปถึง 50-60 กิโลเมตร
ผมว่าช่างขอมสมัยนั้น มีดีกว่าสมองของผู้วิจารณ์หลายท่าน (ขอโทษที่ทำเป็นพูดรุนแรงให้เห็นความแตกต่างในความคิด แต่ไม่คิดลบหลู่ แล้วอย่าไปบอกท่านเหล่านั้นนะครับ)
ช่างขอม สะสมประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นร้อยๆปี เป็นวิวัฒนาการนะครับ
จำไว้ขึ้นใจนะครับ Laterite หรือศิลาแลง ศิลาแลงนี้ชาวขอมรู้จักกันมานาน ค่อยๆคิดใช้มันจนกระทั่งได้ถึงความมหัศจรรย์ ก็เพราะความเติบโตของประสบการณ์นั่นเอง
Laterite หรือศิลาแลง เป็นดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างคู สร้างบ่อ สร้างบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นดินที่มีแร่เหล็กเจือปนอยู่ในชั้นใต้ดิน มีน้ำไหลซึมเป็นตัวพาแร่เหล็กนี้ไปทั่วดิน เมื่อถูกขุดข้นมาถูกอากาศ แล้วเกิดปฎิกิริยาพาดินให้แข็งตัวไปกับสนิมของเหล็ก เจ้าศิลาแลงหรือ Laterite ก็กลายเป็นกึ่งหินกึ่งเหล็ก แกร่งม้ากมาก เหมาะที่จะใช้ขึ้นรูปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ทำเป็นกำแพง ปูเป็นฐานราก ก่อเป็นแกนกลางของปราสาท ศิลาแลง เหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน ได้ตรงแหล่งก่อสร้าง ขึ้นรูปง่าย ไม่ต้องใชกำลังตัดแต่ง เหมือนตัดหิน ระยะทางลำเลียงแค่จมูก
หินทรายที่เห็น เป็นหินทรายที่มาตบแต่งอาคาร เฉพาะภายนอกให้สวยงาม ซึ่งก็ยังต้องใช้ในจำนวนมาก แต่ไม่ได้ใช้จำนวนมหาศาล เป็นหินทรายทั้งแท่งอย่างที่คิดกันนะครับ
โอมายก็อด ! “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย” มันไม่จริง ถ้าช่างไม่รู้อะไรเลย จะสร้างได้ยางงายอย่างนี้น่ะ โอ ! แล็ทเทอไรท์ SilaLang
รูปประติมากรรม บุคคลที่มี แปดแขน นักวิชาการเชื่อกันว่าประติมากรรมรูปเคารพที่ถูกนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทองค์กลางในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 คงจะเป็นเทวรูป พระวิษณุ เมื่อสังเกตุรูปแบบศิลปะ เห็นเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อสร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะสมัยนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ประการสำคัญแม้ทุกวันนี้รูปประติมากรรมที่เห็นก็มีการซ่อมแซมอยู่เสมอโดยเฉพาะส่วนแขน ซึ่งมองดูไม่เห็นเครื่องหมายที่บอกว่าเป็นพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ดูเหมือนแขนทั้งแปดถือดอกบัวทั้งหมด และที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เห็นมีเทวรูปองค์หนึ่งองค์ใดประดิษฐานอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ในปัจจุบันที่ชั้นบนนั้นมีการบูชาพระพุทธรูปซึ่งถูกนำขึ้นไปประดิษฐานในสมัยหลังเมื่อศาสนาพุทธได้เจริญขึ้นแพร่หลายแทนศาสนาฮินดู และถึงแม้ว่าราชธานีจะโยกย้ายไปยังแห่งอื่น ๆ แล้วพระราชาเขมรสมัยหลังๆ และชาวเขมรก็ยังผูกพันกับศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในขณะที่ศาสนสถานแห่งอื่น ๆ ถูกทิ้งร้างไป ชาวเขมรมักจะพากันเดินทางมาแสวงบุญและอุทิศพระพุทธรูปถวายไว้ในปราสาทนครวัด เราจึงพบว่ามีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่ประสาทหลังกลาง และตามระเบียงชั้นบนในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก เป็นไปได้ว่าประติมากรรมต่างๆ มีการโยกย้ายไปไปมา จนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่ตั้งเดิม จนมิอาจคิดได้ว่าเห็นอะไรที่ไหนก็เป็นของที่นั่นสมัยนั้นได้เลย
เหนื่อยมั้ยครับ ดูเฉพาะที่นครวัดที่เดียวซึ่งเป็นไฮไลท์ ต้องร่ายเรื่องเยอะๆหน่อย ให้สมกับที่ฝรั่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้ว นอนตายตาหลับ See Angkor and die
พักสักหน่อยนะครับ แล้วจะกลับมานำเที่ยวที่อื่นต่อ จะเที่ยวนครวัด ก็เผื่อเวลาหน่อย มันใหญ่น่ะครับนำเดินเข้าใกล้ตัวปราสาท ที่สร้างอย่างกับต้องการเป็นภูเขาพระสุเมรุ
ฉนั้นต้องขึ้นไปชมเป็นชั้นๆ ดูงานแกะสลักตามผนังของระเบียง ที่เปิดโปร่งด้านนอก (ถ้าเทียบกับระเบียงคดของวัด ในไทย เช่น ที่วัดพระแก้ว ระเบียงคดจะเปิดโปร่งด้านใน คือ ต้องเดินผ่าประตูเข้าไปเสียก่อนแล้ววกดูงานเขียนสีจิตรกรรมฝาผนังๆ ที่ปิดด้านนอก)
ที่ระเบียงชั้นแรก มีทางเข้าทางประตูทิศตะวันตก 3 ประตูเช่นเดียวกับทางทิศตะวันออก แต่ทิศเหนือและทิศใต้มีเพียงประตูเดียว โดยรอบระเบียงมีภาพสลักหินใหญ่ๆ รวม 8 ภาพด้วยกันเกี่ยวกับอวตารของพระนารายณ์ และประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพราะพระองค์ผู้สร้างปราสาทนครวัดทรงถือว่า พระองค์ก็เป็นอวตารของพระนารายณ์เช่นกัน การเดินชมภายในปราสาทนครวัดจะเดินเวียนซ้าย โดยถือเอาตัวปราสาทองค์กลางไว้ด้านซ้ายมือของเรา เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพ ภาพสลักที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์
ระเบียงด้านตะวันตกส่วนใต้ เป็นภาพยาวประมาณ 50 เมตร เป็นภาพสลักแบนมาก มีการใช้พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหลังภาพ คือ สลักโดยไม่มีเว้นที่ว่างเปล่าเลย เป็นภาพเล่าเรื่อง มหาภารตะ ตอนพระอรชุนของฝ่ายปาณฑพ กับแม่ทัพฝ่ายเการพชื่อ ภีษมะ รบพุ่งกันที่ทุ่งกุรุเกษตร โดยฝ่ายเการพอยู่ด้านซ้ายของภาพ และฝ่ายปาณฑพ อยู่ด้านขวาของภาพ ด้านซ้ายของภาพเป็นภาพของภีษมะถูกยิงด้วยศร, ภาพทุรโยธน์, ภาพโทรณะไว้ผมแบบพราหมณ์ ไม่สวมมงกุฎ, ภาพกรรณะ ส่วนทางขวาคือ พระอรชุน และพระกฤษณะซึ่งมี 4 กร ทำหน้าที่เป็นสารถีให้พระอรชุน, ภาพภีมะ
มหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสต์กาล บางตำราก็เชื่อว่าแต่งขึ้นตั้งแต่ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสต์กาล เป็นวรรณคดีที่มีความยาวทั้งสิ้น 100,000 โศลก ประมาณ 220,000 บรรทัด แบ่งเป็นตอนได้ 18 บรรพ มีความยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่ รวมกัน 7 เท่า เชื่อกันว่าผู้แต่งคือ ฤาษีเวท วยาส หรือกฤษณะไทวปายนะ วยาส ผู้เป็นปู่ของสองพี่น้องตระกูลเการพ และปาณฑพ และเป็นเหลนของท้าวภรต ที่เป็นชื่อต้นของวรรณคดีนี้ (ภารต) และท้าวภรตผู้นี้เป็นโอรสของท้าวทุษยันต์ และนางศกุนตลา ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง ศกุนตลา ของรัชกาลที่ 2
เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกษัตริย์ 2 ตระกูลที่เป็นญาติพี่น้องกัน คือ พวกเการพ (เการว) ตัวแทนของอธรรม ความชั่ว และความมืด และพวกปาณฑพ (ปาณฑว) ตัวแทนของธรรมะ ความดี และความสว่าง ทั้งสองตระกูลต่างนำกองทัพเข้าทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงเมืองที่พวกเการพใช้อุบายโกงเอาไปจากพวกปาณฑพ การรบกระทำติดต่อกันนานถึง 18 วันที่สมรภูมิทุ่งกุรุเกษตร แถบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือของอินเดีย
ก่อนที่สงครามจะเริ่ม อรชุนเกิดความท้อแท้ เศร้าสลด สับสน และขัดแย้งทางจริยธรรมที่ญาติพี่น้องต้องมาประหัตประหารฆ่าฟันกันเองจนไม่อยากออกรบ พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุน ต้องแสดงองค์เป็นพระวิษณุให้อรชุนเห็นแล้วปลุกปลอบให้กำลังใจ สอนให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของความเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ต้องทำสงครามเพื่อราชอาณาจักร แม้จะฆ่าคนก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะจิตมุ่งที่หน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทรงสั่งสอนพระอรชุนด้วยปรัชญาชีวิตอันเป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ปรัชญาที่ว่านี้คือ คัมภีร์ภควัทคีตา หรือ บทเพลงสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นบทประพันธ์ที่มีความไพเราะ มีความหมายทางปรัชญาการดำรงชีวิต ให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า)
บริเวณมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเหนือเป็นภาพพระรามตามกวางทอง / ภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ / ภาพกูรมาวตาร หรือกวนเกษียรสมุทร มีภาพพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ส่วนตะวันตกเป็นภาพทศกัณฐ์แปลงเป็นตุ๊กแกแอบเข้าไปในห้องของพระอินทร์ / ภาพพระกฤษณะยังทรงพระเยาว์กำลังลากครกหิน / ภาพทศกัณฐ์กำลังโยกเขาไกรลาศ ส่วนใต้เป็นภาพพระกามเทพกำลังแผลงศรใส่พระศิวะ / ภาพการฆ่าประลัมพ์ และพระกฤษณะกำลังดับเพลิง / ภาพการต่อสู้ระหว่างสุครีพกับพาลี มีพระรามกำลังแผลงศรฆ่าพาลีตายในอ้อมแขนของนางตารา ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระกฤษณะรับเครื่องบูชาที่เตรียมไว้บูชาพระอินทร์ / ภาพงานรื่นเริงทางน้ำแห่งทวารวดี และการชนไก่
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันตก เรียกกันว่า “ระเบียงประวัติศาสตร์” สลักเรื่องของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทางด้านซ้ายในชั้นต้นจะสลักเป็น 2 แนว ซึ่งถือกันว่าคงสลักขึ้นในรุ่นหลังของปราสาทนครวัด เป็นภาพขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในมือจะถือสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตุ๊กแก ประทับอยู่บนแท่นที่ทำด้วยไม้แต่ขอหล่อด้วยสำริด แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน มีภาพสลักรูปคนทำมือประสานกันที่หน้าอกเป็นการแสดงความเคารพ ทางด้านข้างมีข้าราชสำนักและพวกพราหมณ์อยู่ด้วย พราหมณ์เหล่านี้มีใบหน้ายาว จมูกเล็กงุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดไว้ผมยาว บางคนนุ่งผ้าโจงกระเบนด้วยผ้าที่มีลวดลายประดับอย่างมีระเบียบ และคงจะเป็นขุนนางชั้นสูง บุคคลอื่นที่นุ่งผ้าธรรมดาและไม่มีเครื่องประดับเลยคงเป็นนักบวช คนหนึ่งกำลังนั่งคลำลูกประคำอยู่ บางจุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เข้าไปในหิน แต่ก่อนอาจมีโลหะฝังอยู่ด้วยแล้วชาวนาได้ขุดตัดออกไปหล่อทำจอบทำเสียมก็เป็นได้ บางคนกล่าวว่าอาจเป็นการนำเอาพวกเพชรนิลจินดามาซ่อนแล้วเอาหินปิดไว้ก่อนเกิดสงคราม
ตรงกลางเป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงช้างออกศึก มีจารึกบอกพระนาม ทรงสวมมงกุฎ แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน ทรงถืออาวุธประเภทง้าว มีรูปธงเป็นเสาไม้หล่อรูปครุฑกำลังบินวางเสียบอยู่บนหัวเสา เป็นธงแบบกระบี่ครุฑยุดพ่าห์ของไทย มีแม่ทัพที่มียศศักดิ์สูงต่ำต่างกัน โดยสังเกตได้จากจำนวนฉัตรหรือกลดที่อยู่ล้อมรอบ มีจารึกเล็กๆ บอกชื่อแม่ทัพทุกคน ถัดไปเป็นขบวนโหราจารย์ พราหมณ์ถือกระดิ่งในมือ ซึ่งการเคลื่อนทัพนั้นเกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาด้วย ด้วยเหตุนั้นจึงเห็นมีบรรดาพวกพราหมณ์เดินควบคู่ไปกับภาชนะรูปโค้งชนิดหนึ่ง ซึ่งจารึกกล่าวว่าเป็นที่บรรจุไฟอันศักดิ์สิทธิ์
หน้าขบวนทัพมีทหารต่างชาติกำลังเดินอยู่ ใบหน้าเป็นแบบพวกมองโกลอยด์ ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ผมเกล้าสูงขึ้นไป ประดับด้วยขนนกหรือใบไม้ เครื่องแต่งตัวประกอบด้วยผ้า ซึ่งมีอุบะยาวห้อยอยู่โดยรอบ แต่งกายผิดกับทหารกลุ่มอื่นๆ นุ่งผ้าคล้ายกางเกง มีหวายร้อย คาดเข็มขัดมีชายสวยงาม สวมเสื้อกั๊ก แม่ทัพมีกลดกางกั้น มีจารึกสั้นๆ บอกให้ทราบว่า พวกนี้ คือ “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพชาวสยาม เชื่อว่าเป็นกองทัพอาณาเขตตอนเหนือของเมืองพระนคร ซึ่งขณะนั้นขอมปกครองอยู่ ได้ส่งกองทัพมาช่วยรบ แต่ปัจจุบันจารึกนี้ได้ถูกขูดออกไป กองทัพขบวนอื่นจะเดินเรียงแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ขบวนของเสียมกุกจะเดินไม่เป็นระเบียบ หันหน้ามาพูดคุยกันบ้าง เดินก็ไม่พร้อมกัน ไปกันคนละทิศละทาง ส่วนทหารอื่นๆ สวมหมวกรูปร่างแปลกประหลาด มีเครื่องประดับอยู่ข้างบนเป็นรูปหัวนกหรือหัวสัตว์ ถือหอกและโล่ และมักมีมีดเล็กๆ ห้อยอยู่หน้าคอขนานไปกับสายสร้อย
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นภาพใหญ่ยาวประมาณ 60 เมตร ทำเป็น 3 แนวซ้อนกันตามแนวนอน คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก เป็นภาพการพิพากษาคนตายโดยพระยม เทพเจ้าแห่งความตายที่ทรงกระบือ (ควาย) เป็นพาหนะ มีจารึกบอกชื่อสวรรค์และนรกไว้รวม 36 แห่ง จากจำนวนนรก 32 ขุม และสวรรค์ 37 แห่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้วจะเข้าไปรวมกับพระยม มีจารึกชื่อ “ยมราช” เป็นผู้ตัดสิน ผู้ใดซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ใดคิดคดก็ให้ลงนรก
ภาพสลักในช่วงต่อมาจะแบ่งออกเป็น 2 แนว จะเห็นพระยมกำลังบัญชาการให้ผู้ช่วย 2 คน ซึ่งเป็นนายทะเบียนคือ ธรรมะ และจิตรคุปต์ รับคนทำบาปไปทรมานด้วยวิธีต่างๆ ตามที่ได้ทำบาปอะไรมา โทษก็จะหนักเบาตามนั้น เช่น ถูกหักกระดูก เลื่อยตัดร่างกาย ตะปูตอกศีรษะ เหล็กเผาไฟจี้ที่ท้อง เป็นต้น ส่วนพวกที่ทำกรรมดีก็จะถูกแยกไปขึ้นสวรรค์ มีที่อยู่ประดับด้วยธงทิว ล้อมรอบด้วยนางอัปสรและดอกไม้ ภาพสลักเหล่านี้เริ่มเป็นภาพขนานมีเส้นแบ่งภาพ มีภาพเทวดา สวรรค์ นางฟ้า ด้านล่างเป็นนรก มีแนวครุฑแบก สิงห์แบกแบ่งระหว่างสวรรค์กับนรก
บนเพดานของระเบียงจะเห็นว่าทำด้วยปูน แต่ทำลวดลายประดับเหมือนของเดิมที่ทำด้วยไม้ เพราะฝรั่งเศสได้มาซ่อมขึ้นใหม่ทีหลัง แต่เนื่องจากไม้มีราคาแพง หาได้ยาก ไม่อยากสิ้นเปลือง จึงหล่อด้วยปูน แต่ยังคงแบบและลวดลายเหมือนของเดิม
ดูข้ามไปยังกรอบต่อไปครับ |
Do you know that the world goes round with peaceful
|
||||||||||||||||||||
|
|