อิ่มอร่อยเช่นเคย บอกแล้วว่าอาหารการกินเมื่อมาเที่ยวกัมพูชา ไม่ต้องห่วง ถึงไม่เยี่ยมสุดยอด แต่ก็รู้สึกว่าเยี่ยมอย่างผิดคาด
......บ่ายนี้จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เชิญขึ้นรถไปชมกันเลยครับ ก็ต้องนั่งรถกลับไปที่ด่านเช็คพอยน์ ตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าชม เมืองประวัติศาสตร์ของกัมพูชา
จากร้านอาหารในเมืองก็เพียง 10 นาทีเท่านั้น จากจุดตรวจนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 20 กว่านาที ผ่านไปเห็นส่วนกำแพงด้านหนึ่งของปราสาทบันทายกุฎี ซึ่งสร้างในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ขอผ่านไปนะครับ เพื่อจะไปชม ปราสาทที่มีความดังกว่า ดังไปทั่วโลกกันเลย เพราะปราสาท หลังที่ว่านี้เป็นฉากในภาพยนตร์ผจญภัย เรื่อง Lora Croft – The Tomb Raider ที่มีดาราสาวสุด สวยและเซ็กส์ ผู้คนจะคุ้นภาพของปราสาทหลังนี้ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักชื่อ หรือจำชื่อของปราสาทนี้ไม่ได้
ปราสาทที่ว่านี้คือ “ปราสาทตราพรหม “ที่มีสภาพพังทลายของตัวปราสาท ก้อนหินก้อนใหญ่ๆถล่มลงมาทับถมกันเกือบทั่วบริเวณ และมีสิ่งที่เป็นจุดเด่นของปราสาทที่นี่ก็คือ มีต้นไม้ (ต้นไม้ นี้เรียกกันว่า ต้นสะปง ในไทยเรียกว่า ต้นสมพงศ์ ฝรั่งเศษ เรียกว่า Eponge ฝรั่ง ที่ไม่ติดเศษชาติอื่นๆ เรียก ว่า Sponge ที่แปลว่าฟองน้ำ หรือโปร่ง ยุ่น) แผ่ราก แผ่กิ่งไช เข้าไปรัดโอบก้อนหินของปราสาท ซึ่งป็นอย่างนี้มานานนับร้อยๆปี จนไม่อยากให้ ใครมาแยกมัน ทั้งสองออกจากกันเลย ดูเหมือนว่าทั้งสองพิใจจะอยู่ร่วมกันแบบนี้ ดูสวยและขลังดี
เพราะขืนแยก ตัดไม้ออกจะทำให้ก้อนหินที่เคลื่อนออกจากจุดเดิมตอนสร้างไม่มีอะไรยึดไว้ ที่มัน เคลื่อนก็เพราะ ต้นไม้มันเติบโตและค่อยๆดันก้อนหินให้เคลื่อน และถ้าย้ายหรือดึงก้อนหินออกต้นไม้ก็ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ก็จะโค่นล้มลงได้
ถ้าทั้งสองพูดได้ มันคงบอกว่า รักกันไว้เถิดเรา เกิดร่วมแดนไพร ความที่ปราสาทที่พังเห็นก้อนหินล้มทับกันระเกะระกะแล้วยังมีต้นไม้ ขนาดใหญ่มาโอบก้อนหิน ดูเหมือนสภาพของดินแดนสนธยาอันลึกลับ ขลังมากมากครับ
ปราสาทตาพรหม
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1729 หลังขึ้นครองราชย์ได้ราว 5 ปี สร้างขึ้นใน พุทธศาสนาลัทธิมหายาน อุทิศถวายแด่พระมารดาของพระองค์ คือ พระนางชัยราชจุฑามณีที่ สิ้นพระชนม์ไปแล้ว รูปเคารพของพระมารดาถูกสร้างขึ้นภายใต้รูปของนางปรัชญาปารมิตา เทพธิดาแห่งปัญญาและความเฉลียวฉลาด ผู้เป็นพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง จารึกที่ ค้นพบที่ปราสาทตาพรหมทำให้ทราบว่า ชื่อเดิมของศาสนสถานแห่งนี้คือ ราชวิหาร หรือวัดของ พระราชา (แต่ในปัจจุบันเรียกกันว่า ตาพรหม ซึ่งแปลว่าพระพรหมผู้เฒ่า)
ปราสาทตาพรหมมีขอบเขตกว้างใหญ่คล้ายกับเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง เพราะมีชุมชนตั้งอยู่ใน เขตของศาสนสถานด้วย จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวว่า มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง 12,640 คน มีพระสงฆ์ ชั้นผู้ใหญ่ 18 รูป มีพระสงฆ์ 2,740 รูปและเณรอีก 2,232 รูป ปราสาทตาพรหมเป็นศาสนสถานที่มี ความมั่งคั่งมากเพราะได้รับผลประโยชน์จากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบนอกถึง 3,140 แห่ง
ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นบนพื้นราบและมีแผนผังที่แปลกพิศดาร เหมือนกับศาสนสถานขนาด ใหญ่แห่งอื่นที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้น คือ แผนผังของกลุ่มอาคารที่รวมกันอยู่ตรงกลางที่ ประกอบด้วยระเบียงคตและกลุ่มปราสาทประธานและอาคารอื่นๆ นั้นไม่มีระเบียบที่ชัดเจน ดู ยุ่งยากและซับซ้อน การก่อสร้างก็ทำเพียงหยาบๆ และรูปทรงก็ไม่ได้สัดส่วนงดงาม ซึ่งต่างจาก สมัยก่อนๆ นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่ศึกษาศิลปเขมรจึงกล่าวว่า สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางศิลปะสถาปัตยกรรม
แผนผังของปราสาทตาพรหมโดยรวม ประกอบด้วยกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ 2 ชั้น ถัดไปคูน้ำล้อมรอบอยู่ชั้นใน ถัดจากคูน้ำไปเป็นกลุ่มศาสนสถานที่ประกอบด้วยระเบียงคต 3 ชั้น ล้อมรอบกลุ่มปราสาทประธานที่ประกอบด้วยปราสาท 5 หลัง 4 หลังตั้งอยู่ที่มุม อีกหลังตั้งอยู่ตรง กลาง
กำแพงชั้นนอกสุดก่อด้วยศิลาแลงมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1000 เมตร มีประตูทางเข้า 4 ทิศ ประตูชั้นนอกสุดนี้ก่อเป็นประตูซุ้มขนาดใหญ่ มีส่วนยอดคล้ายยอดปราสาทประดับด้วยรูปสลักหน้า คนขนาดใหญ่ 4 หน้าตามแบบความนิยมในสมัยนั้น หน้าคนทั้ง 4 นี้เชื่อกันว่าจะเป็นพระพักตร์ของ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพุทธเทพที่เป็นที่นับถือบูชามากที่สุดในศาสนาพุทธลัทธิ มหายานจากประตูทางเข้าเป็นบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ เดิมคงจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนรับใช้และ นักบวชที่ระบุไว้ในจารึก และที่บริเวณชั้นในด้านทิศตะวันออกของกำแพงชั้นในนี้มีแนวของอาคาร เล็กที่ก่อเป็นห้องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถวหลายห้อง เชื่อกันว่าอาคารดังกล่าวนี้คงจะเป็นกุฏิของ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ประตูทางเข้าของระเบียงคตชั้นนอกทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ เชื่อมต่อ กับระเบียงที่ก่อรอบลานพื้นที่สี่เหลี่ยมด้านใน ในขณะที่ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกสร้างต่อกับ ระเบียงคตชั้นใน ถัดไปเป็นระเบียงคตชั้นในสุดที่สร้างล้อมรอบปราสาทประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลาง หน้าปราสาทประธานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารที่เรียกว่า ห้องสมุด 1 หลัง
ปราสาทตาพรหมมีภาพสลักในพุทธศาสนาที่สำคัญ 3 แห่ง คือ
1. ภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะกำลังทรงม้ากัณฐกะ โดยมีนายฉันนะตามเสด็จออกจากพระราชวัง
2.ภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย ในภาพนี้มีพระยามารทรงช้างเป็นพาหนะ ติดตามด้วยเหล่าบริวารที่มีหน้าเป็นสัตว์ต่างๆ พระพุทธองค์ประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยอยู่ตรงกลางภาพ มีพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผมเพื่อให้น้ำไหลออกมาท่วมเหล่ากองทัพพระยามาร
พุทธประวัติในช่วง 7 สัปดาห์หลังการตรัสรู้
สัปดาห์ที่ 1 เมื่อตรัสรู้แล้วก็เข้าสู่สมาบัติ ประทับเสวยวิมุตติสุขที่ต้น
โพธิ์ตรัสรู้ตลอด 7 วัน
สัปดาห์ที่ 2 พระพุทธองค์ประทับยืนลืมพระเนตรบูชาต้นมหาโพธิ์ตลอดทั้ง
สัปดาห์
สัปดาห์ที่ 3 ทรงเนรมิตสถานที่และเสด็จพระราชดำเนินจงกรม
สัปดาห์ที่ 4 ประทับภายในเรือนที่ล้วนแล้วไปด้วยแก้วมณี (รัตนคฤห์)
เพื่อทรงตรวจสอบเรียบเรียงพุทธปัญญา
สัปดาห์ที่ 5 เสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทร สัปดาห์นี้ธิดาพญามารมาหน่วง
เหนี่ยวยั่วยวนพระพุทธองค์
สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นจิก เกิดฝนฟ้าวิปริต พญานาคชื่อมุจลินท์ซึ่งอาศัย
อยู่ในสระน้ำใกล้เคียงนั้น จึงขึ้นมาขดเป็นวงรอบพระพุทธองค์
และแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์
สัปดาห์ที่ 7 ประทับอยู่ใต้ร่มไม้เกดเสวยวิมุตติสุขสมาบัติเป็นสัปดาห์สุดท้าย
3. ภาพมนุษยนาค ในปีพ.ศ.2402 รัชกาลที่ 4 โปรดให้พระสุพรรณพิศาล และขุนชาติวิชา นำ ทหาร 4 ผลัดๆ ละ 500 นายจากพระตะบอง มาขนย้ายหินทรายเพื่อนำไปสร้างที่กรุงเทพฯ แต่ ระหว่างรื้อหิน ได้มีพวกเขมรป่าออกมาฆ่าทหารและพระสุพรรณพิศาลตาย ต่อมาทางรัชกาลที่ 4 จึงให้มาจำลองแบบนครวัดไปสร้างในพระบรมมหาราชวัง
* การชมปราสาทตาพรหมต้องเดินไกลสักหน่อยเพราะตัวปราสาทนั้น สร้างอยู่ใจกลางกำแพงที่ล้อมรอบมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1,000 เมตร ซึ่งหมายความว่าต้องเดินไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร * ปราสาทหลายๆ หลังที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะสร้างอยู่ภายในกำแพงที่ ล้อมรอบขนาดใหญ่ เป็นศาสนจักร เพราะพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนท่านนับถือศาสนาพราหมณ์ เมื่อท่านเปลี่ยมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ท่านทรงวางแผนสร้างอาณา เขตเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ ในการศึกษา ปฎิบัติธรรมในพุทธศาสนา มิให้มีการกระทบกระทั่งกับศาสนาเดิม เป็นการปู พื้นฐานให้ประชาชนทั่วไปค่อยๆ หันมานับถือศาสนาพุทธโดยละมุน ละม่อมนั่นเอง
ข้อสังเกต บริเวณผนังใกล้กับปากประตูทางออกไปด้านทิศตะวันตก (ซ้ายมือ ด้านในกำแพง) มีรูปสลักตัวสัตว์ต่างๆ เป็นแถวในแนวตั้ง รูปที่สามจากด้านล่าง เป็นรูปสลักคล้ายสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ เป็นสัตว์สี่เท้ามีหางยาว แผ่นหลังมีครีบเป็นใบๆยาวจรดไปถึงหาง ที่หัวมีเขา 2 เขา ซึ่งคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ชนิดที่เรียกว่า สเต๊กกอซอรัส Stegausaurus ในยุคจูราซิค ประมาณ 200-300 ล้านปีที่แล้ว ถ้าเป็นสเต๊กกอซอรัสจริง แสดงว่าสัตว์ชนิดนี้น่าจะมีชีวิตอยู่ (ยังไม่สูญพันธุ์) มาจนถึงอย่างน้อยก็ ประมาณ 700-800 ปี เพราะคนในยุค 700- 800 ปี คงยังไม่สามารถประมาณการถึงรูปร่างหน้าตาของสัตว์จากโครงกระดูกได้
แต่ก็ไม่ทราบว่าเจ้าสเต๊กกอซอรัสที่คนสมัยนั้นเห็น จะเห็นในอาณาจักรขอม หรืออาจจะมาจากภาพเขียนที่มาจากการค้าขายของพ่อค้านักเดินทางทั่วไปกันแน่