เดินลงจากปราสาทบายน
ออกจากปราสาทบายน เดินถัดไปนิดเดียวก็จะเป็นบริเวณที่ตั้งของเขตพระราชวังหลวง เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินขอมหลายพระองค์ พื้นที่ของเมืองใหม่พระนครหลวงหรือนครธม Angkor Thom ที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง ชื่อพระนครหลวงมีความหมายว่าเมืองใหญ่แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่าเมืองพระนคร (เดิม) ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมัน และเรียกชื่อเมืองว่า ยโสธรปุระ โดยทั่วไปจะรู้จักในนามเมืองพระนคร Angkor
พระราชวังหลวง
(ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550–ราว 1600)
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545-1593) เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์หลังจากที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.1545 แต่พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่เมืองพระนคร เพราะพระองค์ได้รับความพ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับพระเจ้าชัยวีรวรมัน จึงต้องประทับรออยู่นอกราชธานี เชื่อกันว่าพระองค์คงจะประทับอยู่แคว้นรอบนอก จึงได้พบศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ คือ “ปราสาทเขาพระวิหาร” บนเทือกเขาพนมดงเร็ก พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ใช้เวลาทำสงครามอยู่ถึง 9 ปี จึงสามารถขับไล่พระเจ้าชัยวีรวรมันออกไปจากเมืองพระนครได้ และเสด็จประทับที่เมืองพระนครในปี พ.ศ.1553
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นเพิ่มเติมหลังจากที่พระเจ้าราเชนทรวรมันได้เริ่มต้นสร้างไว้ แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยเฉพาะขอบเขตกำแพงและซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเท่านั้น ลานพระราชวังหลวงอยู่ด้านหน้าเหมือนสนามหลวง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานหน้าพระราชวังสลักเป็นรูปครุฑแบกบ้าง รูปช้างบ้าง สิงห์แบกบ้าง แต่ตัวปราสาทที่ประทับของกษัตริย์เหมือนกับของเรา คือ สร้างด้วยไม้ จึงหักพังไปหมดแล้ว เหลือแต่ฐานดินและหินสลัก เรียกว่า ลานหน้าพระราชวัง ที่สำคัญได้มีการค้นพบจารึกของพระองค์เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้มีการรบกวนพราหมณ์หรือพระสงฆ์ที่จังหวัดลพบุรี เพราะฉะนั้นแสดงว่าพระองค์ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองลพบุรีด้วย
ที่ประตูซุ้มเข้าไปในพระราชวังมีจารึกอยู่ 2 ข้างผนังประตู จารึกเป็นคำสาบานอ้างชื่อตำแหน่งราชการต่างๆ แล้วมีคำสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จารึกนี้เมื่ออ่านแล้วทำให้รู้ตำแหน่งข้าราชการต่างๆ ของขอมในสมัยนั้น จารึกคำสาบานนี้จึงสำคัญมากเหมือนโองการแช่งน้ำของไทย แต่ไม่ค่อยได้รักษาจึงลบเลือนไป จารึกนี้มีไว้เพื่อให้คนผ่านไปมาได้เห็น ซึ่งก็คือประกาศนั่นเอง เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีหนังสือราชกิจจานุเบกษาอย่างปัจจุบัน จารึกก็คือประกาศ ซึ่งเอามาตั้งไว้ที่ทางสามแพร่งให้คนอ่าน
“พระราชวังหลวง” ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตกำแพงพระนครหลวง ซึ่งเคยเป็นพระราชวังตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สิ่งก่อสร้างเป็นอาคารราชมณเฑียร คงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น ขอบเขตของพระราชวังที่ยังเหลืออยู่ก็ยังมีกำแพงและประตูซุ้มทางเข้าด้านทิศตะวันออก ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ภายในเขตกำแพงวังยังเหลือสิ่งก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระที่ยังคงสภาพค่อนข้างดี และที่น่าสนใจคือสระน้ำที่มีขนาดกว้าง 85 เมตร ยาว 105 เมตร ที่ขอบสระกรุด้วยศิลาเรียงเป็นขั้นบันไดลดหลั่นขึ้นไปมองเห็นในปัจจุบัน 3 ชั้น ชั้นบนสลักภาพครุฑนั่งเรียงเป็นแนว มีทั้งครุฑตัวผู้และครุฑตัวเมีย เรียกกันว่า สุบรรณ และสุบรรณี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมาก ชั้นถัดลงมาเป็นภาพมนุษยนาค ทำเป็นรูปบุคคลทั้งหญิงและชายมีรูปนาคแผ่พังพานเหนือหัว และชั้นล่างสุดสลักเป็นภาพสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ มากมาย มีทั้งที่เหมือนจริงและเป็นสัตว์ในเทพนิยาย มีปลา ปู หอย มังกร จระเข้ ตะกวด (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในนิราศนครวัดว่า ชั้นบนสุดของขอบสระเป็นภาพสลักเทวดาคล้ายเทพชุมนุม แสดงว่าเดิมนั้นคงจะมีภาพสลักเป็น 4 แนว แต่ปัจจุบันมองไม่เห็นเลย) สระน้ำนี้คงจะเป็นสระน้ำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการส่วนพระองค์หรือในพระราชพิธีต่างๆ จึงมีการตกแต่งที่ขอบสระเป็นพิเศษไม่ปรากฏที่ใดมาก่อนเลย
ทางด้านทิศตะวันออกหน้าพระราชวังหลวง คือ ลานพระเสด็จ เป็นฐานขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาทราย ยาว 300 เมตร สูงราว 3 เมตร ผนังของฐานด้านหน้าตลอดแนวสลักเป็นรูปขบวนช้างเดินเรียงเป็นแถวในกิริยาท่าทางต่างๆ กัน ทำให้ลานพระเสด็จนี้ถูกเรียกกันทั่วไปว่า ลานช้าง หรือฐานช้าง ที่ผนังของมุขตรงกลางที่สลักเป็นรูปครุฑแบกและสิงห์แบกขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าลานพระเสด็จหรือฐานช้างนี้ เดิมคือส่วนฐานของพลับพลาเครื่องไม้ที่ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เขมรในวโรกาสที่เสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้า เมื่อมีการพระราชพิธีหลวงหรือเสด็จออกทอดพระเนตรการเสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีหลวง
ทางด้านเหนือของลานพระเสด็จ มีฐานใหญ่อีกฐานหนึ่งเรียกว่า ฐานพระเจ้าขี้เรื้อน ซึ่งเป็นชื่อที่ได้มาจากพระนามของกษัตริย์ที่มีเรื่องเล่าอยู่ในนิทานพื้นบ้านของเขมรว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งประชวรด้วยโรคเรื้อนเพราะถูกสาป และที่ฐานนี้มีการพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งชันเข่าขนาดใหญ่ที่งามมากรูปหนึ่งในเขมรสมัยบายน แต่ส่วนแขนมีรอยหินด่างเป็นสีขาว ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นรูปของกษัตริย์เขมรที่เป็นโรคเรื้อน แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นประติมากรรมรูปพระยม เทพแห่งความตาย เพราะมีเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง และเชื่อว่าฐานพระเจ้าขี้เรื้อนนี้เดิมอาจจะใช้เป็นสถานที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระศพของกษัตริย์เขมร ผนังของฐานมีภาพสลักประดับเป็นรูปบุคคลต่างๆ มากมายเรียงซ้อนเป็นแถวราว 6-7 แนว บุคคลเหล่านี้มีทั้งที่เป็นเทวดา ยักษ์ ครุฑ นางอัปสร ในอิริยาบถต่างๆ ด้านล่างสลักเป็นรูปสัตว์น้ำ เช่น นาค ปลา รูปสลักต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนฐานของเขาพระสุเมรุนั่นเอง
ทางด้านทิศตะวันออกตรงข้ามกับลานพระเสด็จ หรือฐานช้าง มีปราสาทขนาดเล็กๆ ก่อด้วยศิลาแลงและศิลาทราย มีทั้งหมด 12 หลังเรียงเป็นแถว ชาวบ้านเรียกว่า ปราสาทสอรพรัต และกล่าวกันว่าเป็นหอนางรำ แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าปราสาทเหล่านั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานหรือเพื่อการใดกันแน่ ลักษณะการก่อสร้างก็หยาบมากและไม่มีลวดลายประดับเลย อาจสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือในสมัยหลังมาก็เป็นได้
ตลอดสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่โดยรอบราชธานี แห่งแรกคงเป็นปราสาทบันทายกุฎี (บันเตียกะเด็ย) ต่อมาคือ ปราสาทตาพรหม, ปราสาทพระขรรค์, ปราสาทตาเนย, ปราสาทบันทายไพร, ปราสาทตาสม, ปราสาทบายน เป็นต้น นอกจากนี้มิใช่มีอยู่ในแถบบริเวณเมืองพระนครหลวงซึ่งเป็นราชธานีเท่านั้น หากแต่ยังมีการก่อสร้างพุทธสถานขนาดใหญ่ไว้ตามแคว้นรอบนอกอีกหลายแแห่ง ที่สำคัญ ได้แก่ ปราสาทพระขรรค์ที่เมืองกำพงสวาย ปราสาทวัดนครและปราสาทบันทายฉมาร์ที่เมืองกำพงจาม ปราสาทตาพรหมที่แคว้นบาตี
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังโปรดให้สร้าง “วหนิคฤหะ” (แปลว่า บ้านพร้อมไฟ) ขึ้นด้วย ในจารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้างถึง 121 แห่งบนถนนสายสำคัญจากนครธมไปยังแคว้นรอบนอก เช่น ไปยังอาณาจักรจามปา 57 แห่ง ไปยังเมืองพิมาย 17 แห่ง อีก 44 แห่งยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดแน่
นักปราชญ์ฝรั่งเศสบางท่าน เรียกว่า “ที่พักคนเดินทาง” บางท่านเรียกว่า “ธรรมศาลา” จิวตากวนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในปีพ.ศ.1839 ได้เล่าว่า “บนถนนสายใหญ่ มีที่พักคนเดินทางคล้ายกับที่พักม้าใช่ส่งหนังสือของเรา” ซึ่งเชื่อว่า น่าจะหมายถึงบ้านพร้อมไฟที่กล่าวถึงในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์นั่นเอง
บ้านพร้อมไฟทุกแห่งที่ค้นพบแล้วจะมีแผนผังเป็นแบบเดียวกันหมด ต่างกันเพียงขนาด และความประณีตในการสร้างเท่านั้น มีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว เป็นห้องยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมต่อกับประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก ผนังด้านเหนือเป็นผนังทึบ มีหน้าต่างหลอก ขณะที่ผนังด้านใต้เจาะช่องหน้าต่างจริง
บ้านพร้อมไฟที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ไม่ไกลจากปราสาทพระขรรค์ สร้างด้วยหินทราย และสลักลวดลายอย่างสวยงาม อาจเพราะตั้งอยู่ใกล้กับนครธมมาก ที่พบในไทยส่วนใหญ่สร้างด้วยศิลาแลง หรือไม่ก็หินทรายที่รื้อมาจากปราสาทเก่า ที่สภาพดีที่สุด คือ ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ประโยชน์ใช้สอยแท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นที่พักคนเดินทาง หรือนักแสวงบุญ แนวคิดอีกอย่างก็คือ อาจจะใช้เป็นศาสนสถานเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เห็นความสำคัญด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น ในจารึกที่พบที่ปราสาทตาพรหม กล่าวว่า สร้างโรงพยาบาล หรืออโรคยาศาล ขึ้นทั้งหมด 102 แห่ง เพื่อรักษาชนทั้ง 4 วรรณะ อยู่ภายใต้การคุ้มครองรักษาของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งได้รับการนับถือในศาสนาพุทธลัทธิมหายานว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค และให้สร้างวิหารหรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาลขึ้นทุกแห่งเพื่อประดิษฐานพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาด้วย
แผนผังของอโรคยสาล คือ ปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีประตูทางเข้าอยู่ที่ส่วนกลางของกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก ภายในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุขอบสระด้วยศิลาแลง 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบันอาคารที่พบมิใช่สถานพยาบาล แต่เป็นศาสนสถานหรือวิหารประจำโรงพยาบาล ส่วนอาคารสถานพยาบาล เชื่อว่า คงสร้างด้วยไม้และหักพังไปหมดแล้ว
จารึกที่พบยังทำให้ทราบถึงการจัดการโรงพยาบาลว่า ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาตลอด ทั้งเรื่องหมอ ผู้ช่วย คนจ่ายยา คนบดยา แม่ครัว พนักงาน รวมทั้งอาหารการกิน และยารักษาโรคก็เบิกได้จากคลังหลวง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ สมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง การบูร งา เครื่องเทศ กระวาน กานพลู ขิง ตะไคร้ เป็นต้น
หลักฐานอื่นที่พบก็คือ ประติมากรรมรูปเคารพพระวัชรสัตว์ พระพุทธรูปนาคปรก และพระวิษณุทรงครุฑ ซึ่งมีรูปแบบอยู่ในศิลปะแบบบายนทั้งสิ้น
บันทึกความทรงจำของจิวตากวน
เล่าเรื่องบ้านเมืองของนครธมเมื่อประมาณ 700 ปีที่แล้ว
ในบันทึกความทรงจำของจิวตากวน ซึ่งเดินทางมากับกองเรือสำเภาของจีนในแผ่นดินของราชวงศ์หยวน เมื่อพ.ศ.1839 ทำให้ทราบถึงประเพณีวัฒนธรรมของเขมรโบราณค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในราชสำนัก การนับถือศาสนา การปกครอง ประเพณีความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมร
จิวตากวนเล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี กษัตริย์ฉลองพระองค์ทำจากผ้าที่มีลายดอกไม้ ทรงรัดเกล้าทอง ถ้าไม่รัดเกล้าก็ทรงพวงมาลัยหอมร้อยด้วยดอกมะลิดสดไว้ในมวยพระเกศา สวมสร้อยไข่มุกที่ข้อพระหัตถ์ ข้อพระบาท ทรงกำไลและแหวนทองฝังด้วยเพชรตาแมว เสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ฝ่าพระบาทและฝ่าพระหัตถ์ทาด้วยสีแดงชาด เวลาเสด็จออกทรงถือพระขรรค์ทอง ทรงมีมเหสี 5 องค์
การเสด็จออกของกษัตริย์เขมรจะมีการจัดขบวนทัพยิ่งใหญ่ มีขบวนทหารนำหน้าตามด้วยขบวนธงใหญ่น้อยและนักดนตรี ขบวนสตรีในราชสำนัก 300-500 คน สตรีเหล่านี้ถือเทียนจุดไฟ เชิญเครื่องราชูปโภคทำด้วยทองและเงิน ทหารสตรีรักษาฝ่ายในถือหอกและโล่ ขบวนรถประดับด้วยทอง เทียมด้วยแพะและม้า ขบวนเสนาบดีและเจ้านายที่ทรงช้างจะมีกลดสีแดงนำหน้าแต่ละท่าน จากนั้นเป็นขบวนของเจ้าจอมและพระมเหสีที่ประทับอยู่บนสีวิกา รถเล็กๆ ม้า และช้าง มีกลดทองจำนวนมากกว่า 100 คันประดับเป็นเกียรติยศ จากนั้นเป็นขบวนของกษัตริย์ประทับยืนเหนือหลังช้าง พระหัตถ์ถือพระขรรค์ทองศักดิ์สิทธิ์ มีเศวตฉัตรประดับด้วยทองมากกว่า 20 คันห้อมล้อม ด้ามเศวตฉัตรเหล่านี้ล้วนทำด้วยทองทั้งสิ้น
สำหรับข้าราชการประจำราชสำนัก ประกอบด้วย เสนาบดี ขุนพล โหร และข้าราชการชั้นผู้น้อยอีกมาก โดยทั่วไปพวกเจ้าชายจะได้รับเลือกเข้ารับราชการ ผู้ที่เป็นข้าราชการมักถวายธิดาให้เป็นเจ้าจอม หรือพระสนมของพระราชา
เรื่องศาสนาในสมัยนั้น กล่าวถึงนักบวชใน 3 ศาสนาว่า มี ปันคิ ซึ่งหมายถึง บัณฑิตหรือพราหมณ์ แต่งตัวเหมือนผู้คนธรรมดา แต่มีเส้นด้ายขาวผูกอยู่ที่คอ เพื่อแสดงว่าเป็นนักปราชญ์ มี เจ้ากู หรือพระสงฆ์ในพุทธศาสนาผู้โกนศีรษะ นุ่งห่มเหลือง ครองผ้าเปิดบ่าขวา และนุ่งสบง เดินเท้า บูชารูปเคารพซึ่งมีรูปร่างเหมือนพระศรีศากยมุนี และเขาเรียกว่า โปไล (หมายถึงพระ) เจ้ากูฉันข้าวมื้อเดียว และท่องบ่นตำราต่างๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์ไบลาน นอกจากนี้ยังมี ปาเชวู เป็นนักบวชผู้เคารพบูชาศิวลึงค์ ซึ่งเป็นศิลาก้อนหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับแท่นศิลาบูชาเทพยดาแห่งพื้นดินในจีน นอกจากนี้ยังมีประเพณี 12 เดือน คือ พิธีเกี่ยวกับไฟ พิธีเดาะคลี พิธีขึ้นปีใหม่ พิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีตรวจพลสวนสนาม และพิธีเผาข้าวซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการเกษตรที่แสดงว่าการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว และมีการกล่าวถึงประเพณีที่เกี่ยวกับการแต่งงานว่า มีพิธีการทำลายพรหมจารีของหญิงสาวที่จะเข้าพิธีสมรสด้วย ส่วนชาวพื้นเมือง จิวตากวนเล่าว่า ชาวพื้นเมืองหยาบคาย และมีผิวดำมาก มีทาสผู้ชายอยู่ตามป่าเขา เป็นบุคคลที่ไม่ยอมรับอารยธรรม
เรื่องการเกษตรที่น่าสนใจมาก คือ การปลูกต้นหม่อน และการเลี้ยงไหม จิวตากวนเล่าว่า ชาวสยามที่เดินทางเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเขมรได้ทำการเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน ซึ่งเป็นของที่นำมาจากสยามทั้งสิ้น ชาวพื้นเมืองไม่ชอบเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงโรคเรื้อน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากผลของอากาศภายในประเทศ จิวตากวนเล่าว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งก็เป็นโรคนี้ ด้วยเหตุนี้ คนที่เป็นโรคเรื้อนจึงไม่ถูกรังเกียจ
สำหรับบ้านเรือนชาวเขมรที่ไม่รวย มีเพียงไห 2-3 ใบตั้งอยู่ที่พื้น มีภาชนะหวายแขวนอยู่กับขื่อ มีหม้อและเตาไฟทำด้วยดินอย่างหยาบๆ ขณะที่คนรวยจะใช้ภาชนะทำด้วยเงิน ทอง เดิมมีการใช้เสื่อ หนังเสือ หนังกวางปูบนพื้น ต่อมามีการใช้โต๊ะเตี้ยๆ เวลานอนเดิมใช้เสื่อปู ต่อมามีการใช้เตียงที่ส่งมาจากเมืองจีน
ภายในกำแพงพระราชวัง
เดินเข้าสู่ภายในกำแพงพระราชวังหลวง คงไม่ต้องคาดหวังว่าจะเห็นพระราชตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าคงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น รวมทั้งมีสระน้ำใหญ่หนึ่งเล็กหนึ่ง เหลือให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังปรากฎสิ่งก่อสร้างที่ก่อด้วยอิฐ หิน ศิลาแลงเป็นแบบปราสาทอยู่ภายในกำแพงที่หลงเหลือให้เห็นนั่นก็คือ
ปราสาทพิมานอากาศ
(ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550 – ราว 1600)
สำหรับศาสนสถานประจำราชธานีที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สร้างขึ้นนั้น ไม่ปรากฎหลักฐานชัดแจ้งว่าเป็นปราสาทหลังใด แต่สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็น “ปราสาทพิมานอากาศ” ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังหลวงนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนสถานประจำราชธานีของกษัตริย์องค์ก่อนๆ แต่ปราสาทพิมานอากาศก็มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงว่าเป็นศาสนบรรพตประจำราชธานี โดยส่วนฐานน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน พร้อมกับการสร้างพระราชวังหลวง
ปราสาทพิมานอากาศสร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ขอบเขตถูกกำหนดด้วยกำแพงศิลาแลงที่ล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ด้าน แต่ปัจจุบันหักพังเกือบหมดแล้ว เป็นปราสาทหลังเดียวตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สร้างซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 3 ชั้น ก่อด้วยศิลาแลง จากฐานชั้นล่างมีบันไดทางขึ้นไปสู่ฐานชั้นบนสุดได้ทั้งสี่ทิศ และที่รอบๆ ฐานชั้นบนสุดถูกล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีขนาดเล็ก แคบและเตี้ย เป็นระเบียงคดที่มุงหลังคาด้วยศิลาทรายเป็นครั้งแรกในกัมพูชา (ระเบียงคดก่อนนี้จะมุงหลังคาด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องหรือมุงหลังคาด้วยอิฐ) ตรงกลางฐานชั้นบนเป็นที่ตั้งของปราสาทประธานหลังเดียว ซึ่งหักพังลงเกือบหมดแล้ว เห็นแต่เพียงส่วนฐานที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท
บันทึกของจิวตากวนที่เล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี และถ้าขาดการปฎิบัติราชกิจดังกล่าวนี้เมื่อใด จะทำให้ราชบัลลังก์ถูกโค่นลงได้ ปราสาทที่ว่าคือปราสาทพิมาณอากาศนี้นั่นเอง
นอกจากนี้ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยังทรงโปรดให้สร้าง “ปราสาทเกลียงหลังใต้” ขึ้นอีกหนึ่งหลัง ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวงของพระองค์เอง มีแผนผังคล้ายกับปราสาทเกลียงหลังเหนือที่สร้างขึ้นในรัชกาลก่อน คือ มีลักษณะเป็นห้องยาวๆ คล้ายกับส่วนหนึ่งของระเบียงคดเท่านั้นเอง
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างศาสนสถานขึ้นในแคว้นต่างๆ เช่น ที่พนมจิสอร์ห่างจากพนมเปญไปทางใต้ประมาณ 60 กม.ที่วัดบาเส็ทใกล้พระตะบองและเขาพระวิหาร
ไทยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานในปีพ.ศ.2483 ต่อมาในปีพ.ศ.2492 สมเด็จนโรดมสีหนุได้คัดค้านการครอบครองเขาพระวิหาร และเป็นปัญหาสืบเนื่องมาตลอดจนต้องไปตกลงกันในศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ไทยต้องคืนเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ทนายของไทย คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
ติดกับเขตกำแพงพระราชวังหลวงยังมีปราสาทขนาดใหญ่อีกหลังหนึ่งคือปราสาทบาปวน
ปราสาทบาปวน
(ศิลปะแบบบาปวน พ.ศ.1600-1650)
พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593-1609) โอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กับพระนางลักษมี ซึ่งอาจจะเคยเป็นมเหสีของพระเจ้าชัยวีรวรมันมาก่อน โปรดให้สร้างศาสนสถานประจำราชธานีขึ้น ในจารึกกล่าวว่า “ทรงโปรดให้สร้างเขาทองขึ้นกลางราชธานีของพระองค์ เพื่อเป็นการประกวดประขัน บนยอดเขาทองนี้ภายในศาสนสถานที่สร้างด้วยทองซึ่งสองแสงด้วยประกายจากสวรรค์ พระองค์ได้สร้างศิวลึงค์ทองขึ้น” แสดงว่าปราสาทบาปวนในสมัยนั้นมีความงดงามมาก แม้แต่บันทึกของจิวต้ากวน หนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในกัมพูชาในปีพ.ศ.1839 ก็ยังบันทึกถึงความงามไว้ว่าเป็นปราสาททองแดง และการเห็นปราสาทแห่งนี้น่าประทับใจอย่างแท้จริง
ปราสาทบาปวนประกอบด้วยประสาทประธานหลังเดียว ตั้งอยู่บนฐานซ้อนลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ทิศ รอบฐานชั้นแรกมีระเบียงคดก่อด้วยหินทราย และมีประตูซุ้มทางเข้าตรงกับแนวบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้าน แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่แตกต่างไปจากระเบียงคดที่สร้างอยู่บนฐานชั้นที่ 1 ของปราสาทสมัยก่อนที่มักจะสร้างแยกออกจากกันเป็นแห่งๆ แต่ที่ปราสาทบาปวนสร้างติดต่อกันโดยตลอด และยังมีปราสาททิศอยู่ที่มุมทั้ง 4 ของระเบียงคดด้วย มีบรรณาลัยตั้งบนลานของฐานชั้นแรกถัดจากระเบียงคดทางด้านทิศตะวันตก
ที่ผนังของโคปุระ มีภาพสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซ้อนกัน แสดงถึงเทพนิยายและภาพต่างๆ ในมหากาพย์ของอินเดีย เช่น ภาพพระกฤษณะขณะเยาว์วัย, ภาพในเรื่องรามเกียรติ์ และมีภาพการสู้รบ และภาพภายในวัง นับเป็นครั้งแรกที่ภาพซึ่งสลักขึ้นบนผนังของศาสนสถาน และทำให้ทราบถึงรายละเอียดของชีวิตชาวเขมรได้บ้าง
ช่วงเช้าวันนี้พามาชมพอเหนื่อยนะครับ ได้ที่เหนื่อยก็ได้เวลาหิว ก็ต้องพาไปรับประทานอาหารกลางวันกันครับ สำหรับการเที่ยวเมืองโบราณนครวัด นครธมของกัมพูชา พอเที่ยวเสร็จถึงเวลาอาหารก็ต้องกลับออกมาเข้าเมืองเสียมเรียบ เพื่อรับประทานอาหาร เพราะร้านอาหารทัวร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ มื้อกลางวันนี้จะเป็นบุฟเฟต์ที่ ร้านเจ้าพระยา ซึ่งเป็นร้านของคนไทย อาหารหลากหลาย มีให้เลือกนานาชนิดทั้งของคาว ของหวานเหมือนกับที่ร้านแม่โขง