David 的个人资料Do you know that the wor...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月19日

ชมปราสาทบายนปราสาทลี้ลับ

ปราสาทบายน

(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)

 

ผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเมืองนครธม ประตูด้านนี้เป็นประตูด้านใต้ ก็จะนั่งรถต่อเข้าไปถึงศูนย์กลางของนคร ตั้งอยู่ตรงกลางเป๊ะของผังเมืองที่มีขนาดกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 3 กิโลเมตร

สถานที่แห่งนี้คือ

ปราสาทบายน

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายนขึ้นพร้อมกับเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แผนผังของปราสาทบายนแสดงให้เห็นถึงการผสมระหว่างแผนผังของสถูปและปราสาทเขมรเข้าด้วยกัน ศาสนสถานแห่งนี้ไม่มีคูน้ำและกำแพงที่ก่อด้วยศิลาล้อมรอบเหมือนแห่งอื่น แต่คงจะใช้คูน้ำและกำแพงเมืองพระนครหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งขอบเขตชั้นนอกสุดของปราสาทบายนด้วย

 

คำว่า บายน เชื่อว่ามาจากคำว่า ไพชยนต์ อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า มหาบรมสุคต

กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นลงทางด้านเหนือและใต้ สองข้างทางเดินมีสระน้ำขนาบอยู่ด้านละ 1 สระ ระเบียงล้อมรอบชั้นที่ 1 มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าอยู่ตามทิศทั้งสี่และยังมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงด้วย ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ และบนฐานชั้นนี้ทางด้านทิศตะวันออกมีบรรณาลัยหรือห้องสมุดอยู่ทางด้านเหนือและทางด้านใต้ ด้านละ 1 หลัง

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ สลักภาพขบวนทหารกำลังเดินทัพ เดินจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ถือหอกเป็นอาวุธ เครื่องป้องกันตัวเป็นโล่ ทหารไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนแนวล่างเป็นภาพทหารมีหนวด มีหมวก มีนักดนตรีตีกลองเดินอยู่ในขบวน มีทหารม้าเดินแซง นายทหารอยู่บนหลังช้าง ถือหอกและคันศร ล้อมรอบด้วยเครื่องอิสริยยศ ท้ายขบวนมีพวกขนเสบียง มีเกวียนเหมือนในปัจจุบัน ชั้นบนสุดมีเจ้าหญิง 3 องค์นั่งอยู่บนเสลี่ยง  เลยประตูออกไปมีภาพสลักเป็นภาพในพระราชวัง ภาพฤาษี มีภาพควาญช้างไม่ได้ถือขอบังคับช้าง มีภาพโคกำลังจะถูกบูชายัญ

ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นเรื่องสงครามทางน้ำระหว่างเขมรกับจาม ทหารเขมรไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนทหารจามสวมหมวก ในภาพสลักตัวเรือเข้าประกบกัน ทหารก็ต่อสู้กันตัวต่อตัว ผู้ที่บาดเจ็บหรือศพตกลงไปในน้ำก็มีจระเข้คอยงับอยู่ บนแนวชั้นบนของภาพสลักเป็นภาพการต่อสู้บนพื้นดิน บนสุดมีภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทับภายใต้กลดอยู่ท่ามกลางการรบพุ่ง ส่วนใต้ภาพการรบพุ่ง ช่างได้สลักแสดงภาพชีวิตประจำวันของชาวเขมรเป็นแนวยาว มีทั้งภาพบ้าน ตลาด คนแสดงตลก ภาพปลากำลังว่ายอยู่ระหว่างต้นไม้ แสดงว่าป่าถูกน้ำท่วม การหุงหาอาหารกลางแจ้ง การล่าสัตว์ ผู้หญิงกำลังเล่นกับเด็ก ภาพคนป่วย ภาพการล่าควาย ภาพการทอดแห ภาพเรือสำเภาอาจเป็นเรือจีน การชนไก่ ต่อไปเป็นภาพภายในวัง มีเจ้าหญิงกับสาวใช้ ภาพฟ้อนรำ การเล่นหมากรุก ภาพการชนหมู เหนือภาพเหล่านี้เป็นภาพบุคคลกำลังนอน อาจเป็นกษัตริย์นอนในวัง เข้าใจว่าไทยรับอิทธิพลจากขอมมา เช่น ภาพเขียนระเบียงที่วัดพระแก้ว จะเห็นว่าช่างจะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ไว้ข้างบน ข้างล่างเป็นภาพหัวล้านชนกัน และชีวิตของคนพื้นเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงได้รูปแบบมาจากปราสาทบายนนี้

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายนได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ซึ่งปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดที่อยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง

ฐานชั้นที่ 2 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 1 ราว 1.30 เมตร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีระเบียงล้อมรอบเช่นเดียวกับระเบียงบนฐานชั้นที่ 2 มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศและมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่เช่นกัน ส่วนยอดของซุ้มประตูทางเข้าและอาคารที่มุมทั้งสี่นั้นทำเป็นยอดปราสาทที่มีหน้าคนขนาดใหญ่สลักประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ

ฐานชั้นที่ 3 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 2 ราว 3 เมตร มีแผนผังเป็นรูปกากบาทย่อมุมเป็นฐาน ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทหลายหลังตั้งเป็นระเบียบล้อมรอบ ปราสาทประธานนี้มีแผนผังต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปคือ ก่อเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วยระเบียงแคบและวิหาร 16 หลัง   ทำให้ผนังทั้งหมดของปราสาทประธานมีรูปร่างเป็นวงกลมคล้ายสถูป นักวิชาการบางท่านอธิบายว่ารูปวงกลมนี้อาจจะหมายถึง ยันตร์ คือ มณฑลอันศักดิ์สิทธ์ ส่วนยอดของปราสาททุกหลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับอยู่ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่ากลัว ได้มีการพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของรูปหน้าคนที่ประดับอยู่ตามยอดปราสาท ซึ่งตามรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าคงจะหมายถึงพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศ

ลักษณะประติมานวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ พระพุทธรูปแบบบายนเกือบทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปนาคปรกธรรมดาในกรณีที่สลักจากศิลา และเป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องในกรณีที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์

          แม้ว่าแผนผังของปราสาทจะเสื่อม แต่มีภาพสลักที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยอดปราสาททั้ง 54 หลัง สลักเป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม เพราะพระพรหมมี 4 หน้า ก็คิดว่าปราสาทบายนต้องสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงทำให้เชื่อว่าปราสาทบายนเดิมต้องสร้างในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ข้อสังเกต : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะมีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนมวยผม ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจะมีรูปเจดีย์อยู่บนมวยผม)

ประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร (พระโพธิสัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมนิพพาน ยังคงรอช่วยเหลือผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ก่อนด้วยความกรุณา) คือ เกล้าพระเกศาเป็นรูปทรงกระบอกผายออก เบื้องหน้าประดับด้วยพระธยานิพุทธอภิตาภะ ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงภูษาสมพตจีบเป็นริ้ว มีชายหางปลาขนาดสั้นห้อยทางเบื้องหน้าและคาดทับด้วยสายรัดพระองค์ลายดอกไม้โดยมีปั้นเหน่งสลักเป็นรูปดอกไม้แปดกลีบ

ตามคัมภีร์นั้น พระหัตถ์คู่ล่างจะแสดงปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์คู่บนนั้นพระหัตถ์ขวาจะทรงถือลูกประคำ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกบัวบาน แต่บางรูปก็ทรงถือวัตถุในพระหัตถ์เช่นเดียวกับพระพรหม อันได้แก่ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือคัมภีร์, พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ, พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือดอกบัว และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถือหม้อน้ำมนต์ 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม อันประกอบด้วยรูปเคารพทั้งสาม คือ เหวัชระ (ตัวแทนของอุบาย) อยู่ทางขวาของพระพุทธเจ้า, ไวโรจนะ (ตัวแทนของการตรัสรู้) และ สังวร (ตัวแทนของปัญญา) อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยเหวัชระซึ่งควรจะมีแปดพักตร์ สิบหกกร และมีเพลาสี่กำลังฟ้อนรำเหนือซากศพอันเป็นตัวแทนของอวิชชา ภายหลังพระองค์ได้ทรงสร้างพระโพธิสัตว์โลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร (ตัวแทนของความกรุณา) ขึ้นแทนเหวัชระ และนางปรัชญาปารมิตา (ตัวแทนของปัญญา) ขึ้นแทนสังวร

          หลักการของพุทธศาสนาลัทธิตันตระที่เลื่อมใสในช่วงระยะเวลานี้ ถือว่าการตรัสรู้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยเอกภาพของกรุณากับปัญญา

          กรุณาเป็นอุบายที่จะได้มาซึ่งปัญญา โดยตัวแทนของกรุณาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระโพธิสัตว์โลเกศวรผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย       และปัญญาซึ่งเป็นหลักการที่แฝงเร้นแสดงด้วยนางปรัชญาปารมิตา  จากแนวความคิดที่ว่า ปัญญาคือหญิง และกรุณาคือชาย จึงถือกันว่า ปัญญาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง และกรุณาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของการตรัสรู้ ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวจึงทำให้ศิลปะแบบบายนแสดงออกในรูปเคารพทั้งสาม อันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นตัวแทนของการตรัสรู้ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นตัวแทนของกรุณาอยู่ทางด้านขวา และนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญาอยู่ทางด้านซ้ายเป็นหลัก

          สำหรับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้น คือ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาเป็นผู้ป้องกันภยันตราย และเป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือสรรพสัตว์ อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมุ่งหวังในการดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์

          รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน โดยทั่วไปนี้ แสดงเป็นประติมากรรมรูปบุรุษเกล้ามวยเกศารูปทรงกระบอก ประดับด้วยพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา มี 4 กร

ส่วนภูษาทรงก็เป็นเช่นเดียวกับภูษาทรงของรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ ภูษาสมพตสั้น และมีชายภูษารูปหางปลาทางเบื้องหน้า สำหรับพระพักตร์นั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกซึ้งทางพุทธศาสนา อันแสดงออกถึงการบำเพ็ญสมาธิด้วยการหลับพระเนตรและแสดงออกซึ่งความปิติด้วยการแย้มพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย

          ตามคติของพุทธศาสนาลัทธิมหายานนับถือพระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างโลกเป็นใหญ่ที่สุด และพระอาทิพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ในสวรรค์ชั้นฟ้า และพระธยานิพุทธเจ้าของกัลป์ปัจจุบัน ได้แก่ พระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งประทับอยู่ทางทิศตะวันตก (สุขาวดี) และพระองค์ทรงบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแปลว่า พระผู้มองจากเบื้องบน หรือโลเกศวร ซึ่งแปลว่า เจ้าแห่งพิภพ เป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาของพระองค์ ฉะนั้น รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรจึงล้วนแต่มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาเสมอ

          ส่วนพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง เรียกว่า พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี มีพระเนตรที่สามขวางอยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพระโพธิสัตว์แบบนี้ และนอกจากจะมีรูปพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาแล้ว ยังมีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กๆ ปรากฏอยู่บนพระองค์ทั่วไป เรียงไปตามแนวขวางทั้งบนพระเกศาโดยรอบ บนพระองค์ พระพาหา พระกรช่วงบน ข้อพระบาท และบนนิ้วพระบาท กับทั้งมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรูปสตรี ประทับขัดสมาธิราบ และกางพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง รวม 7 รูป คือ รูปหนึ่งอยู่ตรงกลางพระอุระ ส่วนอีก 6 รูปอยู่บนรอบพระองค์ ลักษณะดังกล่าวนี้ คัมภีร์กรัณฑพยุหสูตรกล่าวว่า เทวดา 12 องค์ได้ออกมาจากพระองค์ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระผู้ทรงดอกบัวบาน และเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์โลเกศวร) และจักรวาลทั้งปวงก็รวมอยู่ด้วยในขุมพระโลมาของพระองค์

          ส่วนคัมภีร์อมิตายุรยานสูตร กล่าวว่า ประเภทมณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรนี้ ประกอบด้วยพระพุทธเจ้า 50 พระองค์ ซึ่งแต่ละองค์แวดล้อมไปด้วยพระโพธิสัตว์อีก 500 องค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็แวดล้อมด้วยหมู่เทวดาอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นรูปบุคคลเล็กๆ ซึ่งปรากฏอยู่บนพระองค์นี้ก็อาจหมายถึง พระพุทธเจ้า 500 องค์ ซึ่งคงเป็นการแบ่งภาคของพระธยานิพุทธอมิตาภะนั่นเอง อันรเป็นที่มาของคำว่า เปล่งรัศมี ส่วนรูปสตรีขนาดใหญ่กว่า 7 รูปนั้น ในหัตถ์ที่กางออกทั้งสองข้างที่ปรากฏบนรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมีก็ทรงถือดอกบัวทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะหมายถึงรูปนางปรัชญาปารมิตาก็ได้ เช่น พบที่เมืองบิญดิญในอาณาจักรจามปา และที่ปราสาทเปรียะถกล แต่ที่พบที่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี กลับมิได้ถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ส่วนรูปนางปรัชญาปารมิตา ถือว่าเป็นศักติอันเป็นอิตถีพละของพระผู้เป็นเจ้าของพระวัชรสัตว์ หรือวัชรธร (ผู้ทรงวัชระคือสายฟ้า) ซึ่งเป็นองค์พระอาทิพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มักนิยมทำคู่กับพระโพธิสัตว์โลเกศวร นับเป็นภาคหนึ่งของพระโลเกศวร แต่เป็นภาคผู้หญิงคู่กับภาคผู้ชายซึ่งอยู่ในรูปของโลเกศวรนั่นเอง ดังนั้นจึงมักมีการเข้าใจผิดว่านางปรัชญาปารมิตาเป็นชายาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร ซึ่งพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้นมีชายาคือ นางตารา  มีประติมานวิทยาเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิตันตระของศิลปะเขมรดังนี้ คือ มี 2 กร โดยพระหัตถ์ขวาทรงถือคัมภีร์ และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัวตูม กับทั้งมีอุณาโลมที่กึ่งกลางพระนลาฎ ทรงสวมมุกุฏทรงกรวย (ชฎามุกุฏ) กุณฑลรูปตุ้ม กรองศอรูปสามเหลี่ยม  รวมทั้งทรงทองพระบาท ทองพระกร และพาหุรัดเป็นเครื่องประดับ ภูษาทรงเป็นลายดอกไม้ยาวเกือบจรดข้อพระบาทแบบพับป้าย มีชายภูษารูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ทบสองชั้นห้อยทางเบื้องหน้า คาดทับด้วยสายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับอีกต่อหนึ่ง

นางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของปัญญาอันอุดม ซึ่งก็คือลักษณะสตรีของพระโพธิสัตว์โลเกศวร มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับหน้ามวยพระเกศา มวยพระเกศามีลักษณะเป็นทรงกรวยเสมอ ในขณะที่มวยพระเกศาของพระโพธิสัตว์โลเกศวรจักเป็นรูปทรงกระบอก ลักษณะบางประการของพระองค์ซึ่งปรากฏเฉพาะในศิลปะเขมร อาจจะปรากฏมีหลายเศียรและหลายกรสำหรับประติมากรรมที่หล่อด้วยสำริด ส่วนประติมากรรมที่สลักจากศิลานั้นมักแสดงในรูปบุคคลซึ่งทรงถือดอกบัวและคัมภีร์

เป็นที่ทราบกันว่าในศิลปะเขมร นอกเหนือจากการสร้างรูปเคารพอันหมายถึงรูปเทพเจ้า เทพี พระพุทธรูป ทั้งในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาแล้ว ยังมีการสร้างรูปบุคคลในรูปลักษณ์ของเทพเจ้า รูปเหล่านี้สร้างขึ้นในความมุ่งหมายที่ยกสภาวะของบุคคลนั้นขึ้นเสมอเหมือนเทวดา ในขณะที่ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และได้เข้าไปรวมกับเทวดาเมื่อบุคคลผู้นั้นได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปนางปรัชญาปารมิตาในศิลปะเขมรนั้น แม้ว่าจักทรงถือดอกบัวและคัมภีร์เหมือนกันเกือบทุกรูป แต่บางรูปปรากฏมีพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา ในขณะที่บางรูปปราศจากพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างแน่นอนในความแตกต่างของประติมานวิทยาของรูปนางปรัชญาปารมิตาทั้งสองลักษณะก็ตาม แต่กระนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าลักษณะของความแตกต่างข้างต้นอาจจะบ่งชี้ถึงความหมายของรูปอันแสดงถึงรูปบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และรูปบุคคลที่สิ้นพระชนม์แล้วถูกยกขึ้นเสมอเหมือนหรือเข้าไปรวมกับนางปรัชญาปารมิตา และน่าจะเป็นรูปของพระนางชัยราชเทวี พระมเหสีองค์แรกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยพระรูปของพระนางชัยราชเทวีในขณะที่ยังคงดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น มิได้ปรากฏรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะหน้ามวยพระเกศา  ส่วนพระรูปเมื่อพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วนั้น ปรากฏในลักษณะของรูปนางปรัชญาปารมิตาที่มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับหน้ามวยพระเกศา

จากรูปเคารพทั้ง 3 ลักษณะ อันได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตา เมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้วก็อาจเรียกรูปเคารพกลุ่มนี้ว่า รัตนตรัยมหายาน ซึ่งโดยทั่วไปจะทำพระพุทธรูปนาคปรกอยู่กลาง มีรูปพระโพธิสัตว์อยู่เบื้องขวา และนางปรัชญาปารมิตาอยู่เบื้องซ้าย

          ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ที่เรียกว่า พระชัยพุทธมหานาถ ตามหัวเมืองทั้ง 23 ไว้สักการะบูชา จึงไม่ได้หมายความว่าทรงสร้างพระชัยพุทธมหานาถขึ้นในเมืองพระนครหลวง (นครธม) แล้วจึงส่งรูปพระชัยพุทธมหานาถดังกล่าวไปยังหัวเมืองทั้ง 23 แห่ง แต่การที่จารึกใช้คำว่า ประดิษฐาน นี้น่าจะเป็นว่าให้สร้างรูปพระชัยพุทธมหานาถขึ้นเองในท้องถิ่น แต่อาจทำพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูปดังกล่าว เมื่อได้ประดิษฐานพระพุทธรูปเหล่านั้นไว้ในศาสนสถานตามหัวเมืองต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงทำพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูปเพื่อเป็นการเฉลิมพระนามให้เป็นพระชัยพุทธมหานาถนั่นเอง

การสร้างพระชัยพุทธมหานาถนี้ คงแสดงถึงการสร้างประติมากรรมให้เกี่ยวพันกับลัทธิพุทธราชา โดยการแสดงลักษณะของพระองค์บางประการในประติมากรรมดังกล่าวนี้ และการที่จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างพระชัยพุทธมหานาถในเมืองต่างๆ 23 แห่งในรัชกาลของพระองค์นั้น ก็แสดงว่าพระชัยพุทธมหานาถซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรกนี้จักต้องสร้างขึ้นเมื่อพระองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เช่นเดียวกับกษัตริย์เขมรที่นับถือศาสนาฮินดูได้ทรงประดิษฐานศิวลึงค์คือเทวราช หรือรูปพระวิษณุในคติเทวราชาไว้ในศาสนสถานกลางเมืองในขณะที่กษัตริย์เหล่านั้นยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ดี พระชัยพุทธมหานาถนั้นคงหมายถึง พระพุทธรูปนาคปรกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปเขมรในศิลปะแบบบายน นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปนาคปรกแทบทั้งสิ้น และพระพุทธรูปนาคปรกนี้ก็มักสร้างขึ้นควบคู่กับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาตามคติรัตนตรัยมหายาน ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในสมัยนี้ และจากจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในประเทศกัมพูชาเองก็ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงถือว่าทรงเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระชนกทรงเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์โลเกศวร และพระชนนีทรงเป็นนางปรัชญาปารมิตา

และในบรรดาหัวเมืองต่างๆ 23 แห่ง ก็มีรายชื่อที่สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันด้วย ดังปรากฏรายชื่อ ลโวทยปุระ น่าจะตรงกับเมืองลพบุรี ซึ่งมีพระปรางค์สามยอด, “สุวรรณปุระ น่าจะตรงกับโบราณสถานเนินทางพระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี,  ศัมพูกปัฏฏนะ น่าจะตรงกับโบราณสถานที่สระโกสินารายณ์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, “ชยราชปุรี น่าจะตรงกับเมืองราชบุรี ซึ่งมีวัดมหาธาตุอยู่, “ศรีชยสิงหปุรี น่าจะตรงกับเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีปราสาทเมืองสิงห์, “ศรีชยวัชรปุรี น่าจะตรงกับเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีวัดกำแพงแลง เป็นต้น

          กล่าวกันว่า โอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นามว่า พระวีรกุมาร อันเกิดแต่พระนางราเชนทรเทวี ทรงทำศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ขึ้น ซึ่งนายแกลซ์ (GLAIZE) ได้พบที่ปราสาทพระขรรค์เมื่อปีพ.ศ.2482 เป็นศิลาจารึกแท่งสี่เหลี่ยม มีลวดลายบัวอยู่บนฐาน และลายดอกบัวสลักอยู่บนยอด สูง 1.85 เมตร กว้าง 58 ซม. จารึกมีอยู่ด้านละ 72 บรรทัด ใช้ตัวอักษรรูปเหลี่ยมซึ่งเป็นตัวอักษรสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นภาษาสันสกฤต มีทั้งสิ้น 179 บท และในบทที่ 114-121 ได้กล่าวว่า พระราชา (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถไว้ที่ศรีชยันตปุระ วันธยาบรรพต มรขลปุระ ศรีชัยราชธานี ศรีชยันตคีรี ชยสิงหวตี ศรีชยวีรวดี ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศัมพูกปัฏฏนะ ชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุระ ศรีชยวัชรปุระ ศรีชยสตัมภปุรี ศรีชยราชคีรี ศรีชยวีรปุรี ศรีชยกีรติปุรี ศรีชยเกษมปุรี ศรีวิชยทิตยปุรี ศรีชยสิงหาคราม มัธยมครามกะ สมเรนทรคราม ศรีชยปุรี วิหาโรตตรกะ ปุรวาวาสะ

          อย่างไรก็ดี พระชัยพุทธมหานาถนั้นคงหมายถึง พระพุทธรูปนาคปรกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปเขมรในศิลปะแบบบายนนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปนาคปรกแทบทั้งสิ้น และมักสร้างขึ้นควบคู่กับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาตามคติรัตนตรัยมหายาน ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในสมัยนี้     และจากจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในประเทศกัมพูชาเองก็ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงถือว่าทรงเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระชนกทรงเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์โลเกศวร และพระชนนีทรงเป็นนางปรัชญาปารมิตาตามลำดับ

          จากการกล่าวอ้างของพระองค์นี้ก็อาจถือได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเปรียบพระองค์เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็คงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรกในความหมายของพระชัยพุทธมหานาถ เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์เป็นแน่ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายน ได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดซึ่งอยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง

ในประวัติศาสตร์เขมรโบราณ ผู้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 (พ.ศ.1786-1838) ทรงไม่นับถือพุทธศาสนา แต่กลับไปถือศาสนาพราหมณ์ จึงลบรูปที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาออก หรือว่าบางครั้งเป็นรูปพระพุทธเจ้าก็แปลงเป็นศิวลึงค์เสีย โดยตัดเศียรและตัดพระกรออก ด้วยเหตุนั้นจึงเอาหินไปปิดรูปพระโพธิสัตว์ ปราสาทบายน เดิมเข้าใจว่ากษัตริย์องค์อื่นเป็นผู้สร้างปราสาทบายน แต่เมื่อมาพบรูปพระโพธิสัตว์ ก็สันนิษฐานได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างที่เรารู้เพราะได้พบศิลาจารึกของพระองค์ที่แสดงว่าพระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แลที่ตั้งของปราสาทหลังนี้ก็ตั้งเป็นศูนย์กลางของเมืองใหม่ที่พระองค์ทรงสร้างนั่นเอง

 

 

ฟังเรื่องราวของปราสาทบายน ออกจะใช้เวลามากสักหน่อย

แต่เวลาที่ต้องใช้มากอีกสิ่ง เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็คือการถ่ายรูป

ที่นี่มีมุมภาพให้บันทึกมากโดยมิรู้จักเบื่อ เป็นมุมภาพของใบหน้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วทุกด้านไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาหรือแม้แต่เงยหน้าขึ้นข้างบน ปราสาทหลังนี้ยังเป็นฉากอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดดังๆ เช่น Dr.Lora Croft - The Tomb Raider ที่มีดารานำสาวที่ดังกระฉ่อน คือแอนเจลีน่า โจลี  นอกจากใช้ฉากที่นี่แล้วยังมีที่นครวัดและปราสาทตาพรหมที่ต้องนำไปชมอย่างพลาดเสียมิได้

 

 

评论 (1)

请稍候...
很抱歉,您输入的评论太长。请缩短您的评论。
您没有输入任何内容,请重试。
很抱歉,我们当前无法添加您的评论。请稍后重试。
若要添加评论,需要您的家长授予您相应权限。请求权限
您的家长禁用了评论功能。
很抱歉,我们当前无法删除您的评论。请稍后重试。
您已超过了一天之内允许提供的评论数上限。请在 24 小时后重试。
因为我们的系统表明您可能在向其他用户提供垃圾评论,您的帐户已禁用了评论功能。如果您认为我们错误地禁用了您的帐户,请联系 Windows Live 支持部门
完成下面的安全检查,您提供评论的过程才能完成。
您在安全检查中键入的字符必须与图片或音频中的字符一致。

若要添加评论,请使用您的 Windows Live ID 登录(如果您使用过 Hotmail、Messenger 或 Xbox LIVE,您就拥有 Windows Live ID)。登录


还没有 Windows Live ID 吗?请注册

Jantana发表:
Thank you for your information.

Nakanyapatthara
5 月 16 日

引用通告

此日志的引用通告 URL 是:
http://deb12358.spaces.live.com/blog/cns!62185CCF26105DF7!669.trak
引用此项的网络日志