วันที่สองของการเดินทาง
วันนี้มีรายการเที่ยวถี่ยิบเลย
ลองดูนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย เหนื่อยน่ะจริงแต่ก็สนุกครับ
เช้าไปเที่ยวเมืองนครธม ปราสาทบายน ปราสาทพิมานอากาศ เขตพระราชวัง
บ่ายเที่ยวปราสาทบันทายศรี ปราสาทกระวาน ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาแก้ว
เย็น ขึ้นเขาพนมบาแค็ง
วันนี้ตื่นปลุกให้ตื่น ตอน 6 โมงเช้า ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว 1 ชั่วโมง
เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
อาหารจัดเป็นบุ๊ฟเฟต์ มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผัดเส้นหมี่ ผัดผัก ไส้กรอก แฮม หรือข้าวต้ม และกับข้าวต้ม ตั้งแต่ผักดอง ถั่วลิสงทอด ไข่ทอดต่างๆ น้ำผลไม้ นมสด น้ำเต้าหู้ หรือ ชา กาแฟ
หลังอาหารเช้า นัดหมายออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งในเวลา 8 โมงเช้า
เริ่มเดินทาง รถบัสมุ่งหน้าออกไปก็ตรงไปยังด่านตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ Check Point จากนั้นรถก็ผ่านไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด
ผ่านเห็นคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด ผ่านถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปศรีษะบุคคลพร้อมหน้าขนาดใหญ่ แต่ก่อนจะถึงบริเวณดังกล่าว ให้มองด้านซ้ายมือ จะมีปราสาทขนาดย่อมตั้งอยู่ ปราสาทนี้มีชื่อเรียกว่า ปราสาทปักษีจำกรง
ปราสาทปักษีจำกรง
(รูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ใน
แบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490)
พระเจ้าหรรษะวรมันที่ 1 (พ.ศ.1450-1465) โปรดให้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.1465 ในยุคศิลปะแบบเกาะแกร์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและมารดา ประกอบด้วยปราสาทอิฐหลังเดียวอยู่บนฐานศิลาแลง 3 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทับหลังแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เทพผู้รักษาทิศตะวันออก จารึกภาษาสันสกฤตบนกรอบประตูทั้งสองด้านกล่าวว่า พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา โดยโปรดให้ประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะและพระอุมาไว้ ต่อมาพระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487-1511) มาซ่อมแซมในราว พ.ศ.1490 ด้วยการประดับปูนปั้นสีขาว
ชื่อปราสาทปักษีจำกรงเป็นชื่อเรียกตามนิยายพื้นบ้าน เพราะไม่พบจารึกบอกชื่อของปราสาท ซึ่งชื่อมักจะมาจากภาษาสันสกฤต เพราะว่าสร้างในศาสนาฮินดู หรือไม่ก็ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อไม่พบจารึกก็ไม่สามารถทราบชื่อเดิมของปราสาทได้ นิยายโบราณที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าศึกยกทัพมาประชิดเมืองพระนคร กษัตริย์ก็หลบหนีข้าศึกมาหลบซ่อนอยู่ข้างนอก ข้าศึกเกือบจะจับตัวได้แล้ว แต่มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมากางปีกคุ้มกันกษัตริย์ให้หนีจากข้าศึกได้ และรวบรวมไพร่พลขึ้นมาต่อสู้ข้าศึกจนชนะและกลับมาครองราชย์อีกครั้ง จึงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นกตัวนี้ และให้ชื่อว่า ปราสาทปักษีจำกรง
คำว่า “กรง” ที่มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ที่ตรงกับคำไทยว่า “กรุง” กับกลายเป็นที่อยู่ของนกในความเข้าใจของคนไทย ก็น่าจะมาจากนิทานนกอยู่กรงหรือปักษีจำกรงของกัมพูชา
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คิดว่าปราสาทแห่งนี้คงเป็นต้นเค้าของการเอาศพใส่โกศของไทย จริงๆ แล้วธรรมเนียมการใส่ศพในโกศของเราเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ ไม่เกี่ยวกับพุทธเลย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้คนที่ตายแล้วไปอยู่รวมกับพระอิศวร จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำเดิมของคำว่า “โกศ” แปลว่า “ที่ครอบศิวลึงค์” และศิวลึงค์ก็คือพระอิศวรนั่นเอง
ตรงผนังด้านในของกรอบประตูปราสาทปักษีจำกรงนี้ มีจารึกอักษรเขมรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษ บรรพสตรีของชาวเขมร โดยกล่าวถึงชื่อศรีกัมพุชและเมรา ซึ่งเป็นบุรุษและสตรีคู่แรกของดินแดนแห่งนี้ (เหมือนๆกับ อดัมส์กับอีฟ นั่นแล) ที่มาของชื่อแผ่นดินนี้ คือกัมพูชา ที่แปลว่าผู้สืบทอดมาจากกัมพุช และคำว่าเขมร ที่หมายถึงเหล่าคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งกัมพุช ที่มีต้นคำจากเมรา นี่คือจารึกเมื่อประมาณเกือบ 1 พันปีมาแล้ว
เดินผ่านปราสาทปักษีจำกรงไปตามถนนสัก 80 เมตร ก็จะจรดอังกอร์ธม Angkor Thomหรือเมืองนครธม ก็คือถึงปากสะพานนาคข้ามคูเมืองสู่ซุ้มประตูและแนวกำแพงเมือง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ในปี พ.ศ.1724 เรียกว่า “เมืองพระนครหลวง หรือนครธม” พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร ประตูเมืองพระนครหลวง มีประตูทั้งหมด 5 ประตู ประจำทิศทั้ง 4 แต่ทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือ ประตูชัย และประตูผี เพราะสมัยก่อนจะไม่มีการเผาศพคนตายในเขตเมือง แต่จะเอาไปเผานอกเมืองโดยเอาออกทางประตูผี (ทิศตะวันออก) ใส่โลงเอาศพนอนลง หันหัวไปทางทิศตะวันออก หน้าจะได้หันไปทางทิศตะวันตก
ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า เดิมเชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) ต่อมา ศ.บวซเซอลีเย่ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า น่าจะเป็นใบหน้าของคน 4 คน ไม่ใช่รูปคนเดียวที่มี 4 หน้า และหน้าคนทั้ง 4 นี้คงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน ที่มุมของซุ้มประตูมีภาพสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถือกันว่าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองพระนคร ช้างเอราวัณจะมีงวงยาวลงมาจนถึงดอกบัวข้างล่างทั้งด้านนอกและด้านใน
ท้าวจัตุโลกบาล เทวดาผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ ประกอบด้วย
ทิศเหนือ – ท้าวเวสสุวัณ ทิศตะวันออก – ท้าวธตรฐ
ทิศใต้ – ท้าววิรุฬหก ทิศตะวันตก – ท้าววิรูปักษ์
ที่ประตูทางเข้าแต่ละด้านมีทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า “ชัยสินธุ” เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ มีกำแพงชื่อว่า “ชัยคีรี” ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตนยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร
บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เน้นให้เห็นว่า เมืองพระนครหลวงเป็นดินแดนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นโลกแห่งเทวดา นาคที่เหล่าเทวดาและอสูรยุดอยู่นั้น อาจจะหมายถึง ศรของพระอินทร์ คือ สายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกของเทวดากับโลกของมนุษย์เข้าด้วยกัน
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มารดาคือ พระนางชัยราชจุฑามณี ธิดาของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 พระมเหสีคือ พระนางชัยราชเทวี และต่อมาเมื่อพระมเหสีองค์นี้สิ้นพระชนม์ ก็ตั้งองค์ใหม่คือ พระนางอินทรเทวี (พี่สาวของพระนางชัยราชเทวี) ซึ่งรอบรู้ทางศาสนาและปรัชญา แต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ในวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสอนสตรีเขมร และเป็นผู้แต่งจารึกปราสาทพิมานอากาศขึ้น ซึ่งในจารึกนี้เองที่ทำให้ทราบถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, การถือศีลภาวนาของพระนางชัยราชเทวี, การสงครามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการประดิษฐานรูปพระชนก พระชนนี พระเชษฐา-อนุชา พระสหาย และพระราชวงศ์ ประกอบกับการพบประติมากรรมที่สำคัญจำนวนหนึ่งเป็นรูปพระราชวงศ์ และขุนนางที่สร้างขึ้นภายใต้ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นเทพแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังพบว่าโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์หนึ่ง มีสร้อยพระนามว่า “ลโวทเยศ” อันหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงละโว้ จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงส่งราชโอรสมาปกครองที่ละโว้ หรือลพบุรี
เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom
(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1761)
ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henry Muhot) ได้เรียกใบหน้าบุคคลทั้งสี่ว่า ผู้สงบเงียบสันโดษ (Placid and stupid)
ปีพ.ศ.2445 นายพอล เปอลิโอ (Paul Peliot) ได้แปลจดหมายเหตุของจิวตากวน ชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1839 เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจิวตากวนได้เขียนไว้ว่า “ที่ประตูเมืองทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลที่มี 5 ใบหน้า ใบหน้าที่ 5 อยู่ข้างบน ทำด้วยทองคำ” ซึ่งปัจจุบันใบหน้าที่ 5 ได้พังทลายไปหมดแล้ว เขาจึงสันนิษฐานว่า ใบหน้าทั้งสี่น่าจะหมายถึงพระพรหม ส่วนใบหน้าที่ 5 ที่หายไปแล้วน่าจะหมายถึง พระศิวะ ซึ่งความเชื่อนี้ได้มาผนวกกับปราสาทตาพรหมที่มีซุ้มประตูลักษณะเหมือนกัน และชื่อตาพรหมก็หมายถึงพระพรหม จึงมีการสรุปกันว่า ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงสร้างตามคติของศาสนาฮินดู
ปีพ.ศ.2454 นายหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Fino) ได้เสนอว่า ใบหน้าที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมือง น่าจะเหมือนกับซุ้มประตูของศิลปะจามบางแห่งที่โปนาการ์ (Pho Nagar) และที่นาตรัง (Nha Trang) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าส่วนยอดเป็นรูปของลึงค์ และลึงค์ที่พบบ่อยมากก็แกะสลักเป็นใบหน้าของบุคคล หมายถึง พระศิวะ
ปีพ.ศ.2467 นายหลุยส์ ปาร์มองติเย่ (Louis Parmentier) ได้ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่หน้าบันโดยบังเอิญ เมื่อเลื่อนเอาหินที่ทับหน้าบันนั้นออก
ปีพ.ศ.2470 ศ.ฟิลลิป สแตร์น (Philipe Stern) สรุปว่า เมืองพระนครหลวง และปราสาทบายน ไม่ใช่เมือง ยโศธรปุระที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 15 แต่เป็นเมืองที่สร้างในสมัยหลัง
ปีพ.ศ.2471 ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ได้แปลจารึกที่พบที่มุมทั้งสี่ของเมืองพระนครว่า เมืองพระนครหลวงและปราสาทบายน สร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปีพ.ศ.2476 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ที่ปราสาทประธานของปราสาทบายน ปัจจุบันนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาใกล้ถนนที่ทอดจากหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัยทางด้านทิศตะวันออก และได้มีการค้นพบจารึกปราสาทประธานซึ่งทำให้ทราบว่า ปราสาทหลายหลังที่รายรอบปราสาทประธานเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาเคารพบูชาเจ้านายในราชวงศ์ และประติมากรรมรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ด้วย
จากการค้นพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ สรุปว่า เมืองพระนครหลวง ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี เป็นศิลปะสมัยบายน สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน รูปใบหน้าที่ปรากฏตามซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง และที่ปราสาทบายน เป็นรูปของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้คนไปทั่วทุกทิศ
ต่อมา ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ (Jean Boisseilier) ได้ศึกษารูปบุคคลที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง แล้วเสนอทฤษฎีใหม่ว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงทั้ง 5 ประตู ไม่น่าจะใช่รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร เนื่องจากรูปดังกล่าวทำศิราภรณ์เครื่องประดับผมใหม่ เป็นลายใบไม้ ซึ่งในศิลปะขอมสมัยเดียวกันและก่อนหน้านี้ มีการทำศิราภรณ์ลายใบไม้ในรูปนักรบและอสูร
ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ กล่าวอีกว่า ความหมายของรูปเคารพที่เมืองพระนครหลวงนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากเหตุที่เมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ถูกพวกจามปาตีแตกเมื่อปีพ.ศ.1720 พวกจามได้ทำลายความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า เมืองยโศธรปุระเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า อันได้แก่พระศิวะที่ประทับบนเขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุจำลอง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลาย เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบชนะพวกจาม พระองค์ก็ต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เพื่ออัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตเพื่อให้เป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับเมืองพระนครเดิม พระองค์จึงเลือกสถานที่ค่อนไปทางเหนือของเมืองพระนครเดิม สร้างกำแพงเมือง ขุดคูน้ำ แล้วสร้างปราสาทบายนให้มีความหมายถึงเขาพระสุเมรุ แกนของจักรวาลขึ้นมาแทนที่เขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุแห่งใหม่คือที่ประทับของพระอินทร์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ซึ่งทาง ศ.บวซเซอลีเย่ได้สันนิษฐานว่า พระอินทร์น่าจะหมายถึงตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง เทวดาทั้ง 33 องค์น่าจะหมายถึงเจ้าชาย และเจ้าเมืองที่เป็นบริวารในราชอาณาจักร ปราสาทบายนจึงกลายเป็นที่ชุมนุมเทวดาทั้งมวล หรืออินทรสภานั่นเอง
ศ.บวซเซอลีเย่ กล่าวว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง น่าจะเป็นรูปท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคง และความแข็งแรงให้กับเมืองพระนครหลวง ให้เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลายเหมือนเมืองของพระอินทร์
ศ.บวซเซอลีเย่ ยังกล่าวอีกว่า พระอินทร์เคยรบกับอสูรเพื่อแย่งชิงต้นปาริชาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เปรียบพระองค์เองเป็นพระอินทร์ เปรียบพวกจามเป็นอสูร สถานที่ที่ท่านรบชนะพวกจาม ก็คือ ที่ตั้งของปราสาทพระขรรค์ เปรียบเป็นวิมานแห่งชัยชนะของพระอินทร์ หรือไวชยันตระปราสาท หรือไพชยนต์
** สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวราชา คือที่มาของเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ เหตุการณ์สำคัญตอนนั้นคือ พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปประทับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์สนองพระคุณพระพุทธมารดา โดยพระอินทร์ได้ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธมารดาซึ่งเสวยวิมุติสุข ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเสด็จลงมาเพื่อสดับพระอภิธรรมนั้น
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาต่อเนื่องจนครบสิ้นพรรษา 3 เดือนแล้ว จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์บริเวณใกล้เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์เนรมิตบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์เพื่อเป็นทางเสด็จ และบันไดเงินกับบันไดทองขนาบข้างสำหรับพระพรหมข้างหนึ่ง และพระอินทร์อีกข้างหนึ่ง ยอดบันไดพาดที่ยอดเขาพระสุเมรุ เชิงบันไดจรดพื้นดินใกล้บริเวณเมืองสังกัสสะ
เหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว ทำกันเมื่อวันแรกออกพรรษา ชาวบ้านเรียกว่า วันเปิดโลก เล่าขานกันตามความเชื่อที่ว่า คือวันที่สัตว์ทุกจำพวก ได้แก่ มนุษย์ เดรัจฉาน สัตว์นรกในหมื่นโลกธาตุ ต่างมองเห็นกันได้โดยทั่วตลอด
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทวราชาคือพระอินทร์ สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งหยั่งลึกลงไปในสีทันดรมหาสมุทร 84,000 โยชน์ และพ้นน้ำขึ้นเป็นจำนวนโยชน์เท่ากัน
ภูเขาวงแหวนเจ็ดวง คือ “เขาสัตบริภัณฑ์” ล้อมลดหลั่นรอบเขาพระสุเมรุ วงในสุดชื่อว่า ยุคันธร เป็นที่สถิตของท้าวจตุโลกบาล ระดับยอดเขายุคันธรนี้เป็นแนวโคจรของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถัดต่ำออกมาคือ ภูเขาวงแหวนอิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และสุดท้ายคือวงนอกสุดซึ่งระดับต่ำสุดชื่อว่า อัสสกรรณ วัดจากระดับพื้นน้ำสีทันดรมหาสมุทรถึงยอดได้ 656 โยชน์
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเรื่องเล่าในพุทธประวัติว่า พระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงปลงพระเกศาเพื่อทรงผนวช พระอินทร์ก็ได้อัญเชิญพระเกศานั้นขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณี ซึ่งพระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ถวายเพลิงพระบรมศพแล้ว พระอินทร์ก็อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณีเช่นกัน เจดีย์จุฬามณีจึงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล และมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะแทนพระพุทธองค์ด้วย
เจดีย์จุฬามณี พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับประดิษฐานพระเกศาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธกิจครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์ก็อัญเชิญ “พระทาฐะธาตุ” ขึ้นไปประดิษฐานเพิ่มเติมไว้ในเจดีย์จุฬามณีอีก หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา บอกว่า พระทาฐาธาตุดังกล่าวเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบน แต่ไม่ได้ระบุว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
เจดีย์จุฬามณีตามคติความเชื่อของชาวไทยโบราณจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีความหมายเฉพาะ นอกเหนือจากความเป็นพระมหาธาตุเจดีย์โดยทั่วไป
ที่มาของพระพุทธรูปนาคปรก มีเรื่องราวอยู่ในช่วงเจ็ดสัปดาห์หลังการตรัสรู้ อันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสภาวะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ 6 ว่า พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไม้จิก ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นั้นแล้วที่อากาศวิปริต พายุฝนนอกฤดูกาลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอุทกภัย มุจลินท์นาคราชอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้บริเวณนั้นได้ขึ้นมาขดขนดกายเป็น 7 รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้เย็นและร้อนต้องแดดลม จนเมื่อความวิปริตแปรปรวนกลับสู่ปกติ มุจลินท์นาคราชจึงแปลงกายเป็นมานพหนุ่มนั่งนมัสการอยู่เฉพาะพระพักตร์