David 的个人资料Do you know that the wor...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


1月13日

ตามมาเลยครับ ยังมีให้ดูอีกเยอะ

ภาพสลักด้านนี้ผมชอบครับ เรื่องราวสนุกดี 

 

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้  เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ตามเรื่องในภาควัตปุราณะ ซึ่งเป็นที่นิยมมากของช่างขอม แบ่งออกเป็นส่วนซ้อนกันตามแนวนอน มีความยาวเกือบ 50 เมตร มีเรื่องอยู่ว่า วันหนึ่งเทพธิดาองค์หนึ่งได้เก็บพวงดอกไม้ได้มาจากสวรรค์ และมอบพวงดอกไม้ให้กับพระฤาษีทรุวาสด้วยความศรัทธา พระฤาษีก็นำคล้องคอ กลิ่นหอมแรงของดอกไม้ดังกล่าวทำให้พระฤาษีเกิดอารมณ์เพ้อฝัน    ได้ลุกขึ้นเต้นรำทำท่าทางต่างๆ ร่ายรำไปจนพบกับพระอินทร์ พระฤาษีได้มอบมาลัยนั้นให้กับพระอินทร์ พระอินทร์ก็วางมาลัยบนหัวช้างทรง (ในฉบับของอินเดียนั้น พระอินทร์ไม่ได้ทรงช้าง และฉีกมาลัยนั้นด้วยตนเอง)  เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้หอมนั้นก็เกิดความบ้าคลั่ง เอางวงจับมาลัยฟาดลงดินและเหยียบขยี้   เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระฤาษีโกรธ  หาว่าพระอินทร์ล่วงเกินดูหมิ่น   จึงได้สาปแช่งให้พระอินทร์พ่ายแพ้แก่อสูรและหมู่ยักษ์ แล้วฤาษีก็จากไปด้วยความโกรธ ส่วนพระอินทร์ก็จากมาด้วยความเศร้า  จากนั้นมาพระอินทร์ก็มีฤทธิ์ถอยลงทุกทีรวมถึงเทวดาบริวารทั้งหลายต่อสู้กับยักษ์ก็มักจะพ่ายแพ้      ยักษ์ทั้งหลายเริ่มกำเริบรังแกเทวดาน้อยใหญ่ เทวดาทั้งหลายจึงมาเฝ้าพระอินทร์ขอให้พาไปเฝ้าพระนารายณ์เพื่อปราบยุคเข็ญต่อไป ครั้งนี้พระวิษณุได้ออกอุบายร่วมกับพระอินทร์  ให้มีการกวนเกษียรสมุทร    โดยให้เทวดาทั้งหลายไปเก็บโอสถสมุนไพรจากที่ต่างๆ ใส่ลงในเกษียรสมุทร     แล้วป่าวประกาศให้ยักษ์อสูรทั้งหลายมาช่วยกวนเกษียรสมุทรจะได้ดื่มน้ำอมฤตและมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็นอมตะตลอดไป      ยักษ์ทั้งหลายหลงเชื่อจึงมาช่วยกวนโดยพญาครุฑได้เหาะยกเอาภูเขามันทรสิงขร ซึ่งเป็นเขาบริวาร 1 ใน 4 ของเขาพระสุเมรุมาจมลงในเกษียรสมุทรเป็นไม้พายกวน เอาพญานาควาสุกีม้วนพันภูเขา  แล้วให้เทวดาดึงหางพญานาค และอสูรดึงทางเศียรพญานาค    และเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่แคลนคลอนและป้องกันไม่ให้เขามันทรสิงขรทะลุโลกไปถึงบาดาล พระวิษณุได้อวตารร่างมาเป็นเต่าขนาดใหญ่รองรับเขาเอาไว้และแบ่งภาคประทับอยู่บนภูเขาด้วย เรียกกันว่า กูรมาวตาร ขณะชักพญานาคกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น  อสูรที่ชักทางหัวนาคก็ถูกพญานาคพ่นไฟร้อนออกจากปากแต่ก็จำทนเพื่อจะได้น้ำอมฤต ส่วนพระวิษณุก็ร่ายมนตร์ให้ฝนตก  ฝ่ายเทวดาก็เย็นสบายไม่เหนื่อยแรงมาก ต่อมาพญานาควาสุกรีได้พ่นพิษออกมา พระพรหมเกรงว่าบรรดาเทวดาทั้งหลายจะตายเพราะพิษ จึงขอให้พระอิศวรซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเป็นอมตะไม่ตายทรงกลืนน้ำพิษเข้าไป และไปเผาไหม้พระศอจนเป็นสีดำ จึงมีชื่อเรียกพระอิศวรอีกชื่อหนึ่งว่า นิลกันตะ แปลว่า คอดำ   หลังจากที่กวนน้ำอมฤตกว่า 1,000 ปี ก็ได้ปรากฏสิ่งของต่างๆ ขึ้นมากมาย คือ แม่โคชื่อสุรภี เป็นแม่โคสารพัดนึก เป็นแม่ของโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ / เทพีวารุณี อันเป็นเทพีแห่งสุรา / ต้นปาริชาติ / นางอัปสร 35 ล้านนาง / พระจันทร์โสม พระศิวะเอาไปเป็นปิ่นปักผม / พิษร้ายที่พญานาควาสุกรีพ่นออกมา เหล่านาคทั้งหลายพากันดื่มกินเพื่อเพิ่มพลังพิษให้กับตนเอง / พระลักษมี พระวิษณุเอาไปเป็นมเหสี / ม้าแก้วอุจไฉศรพ / ช้างไอราวัณ   จากนั้นการกวนเกษียรสมุทรก็สิ้นสุดลงหลังจากที่ได้น้ำอมฤตที่บรรจุในภาชนะ ซึ่งเทพธันวันตะรี แพทย์ผู้ชำนาญในอายุรเวทของเหล่าเทวดาเป็นผู้เชิญขึ้นมาจากเกษียรสมุทร ฝูงยักษ์เข้าไปจะดื่ม   พระวิษณุเห็นท่าไม่ดีเพราะหากให้อสูรดื่มเข้าไปจะยิ่งเห็นฤทธิ์เดชจนไม่อาจจะปราบได้     จึงแปลงร่างพระองค์เป็นสาวงามคอยหลอกล่อเหล่าอสูรให้หลงเสน่ห์และตามไปจนห่างน้ำอมฤตทุกที  แล้วเหล่าเทวดาก็รับดื่มน้ำอมฤต ฤทธิ์เดชก็กลับมาดังเดิม   แต่มีอสูรตนหนึ่งได้แอบดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเล็กน้อย พระอาทิตย์ และพระจันทร์ได้ฟ้องแก่พระวิษณุ  พระวิษณุจึงขว้างจักรมาฆ่าอสูรตนนั้นที่ชื่อราหู แต่น้ำอมฤตที่พระราหูดื่มเข้าไปได้ลงมาถึงท้องพอดี ส่วนบนจึงเป็นอมตะ ส่วนล่างจึงขาดหลุดไป ดังนั้นเรื่องราวของราหูอมจันทร์ หรือสุริยคราสนั้นคงเกิดจากการแก้แค้นของราหูนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาเหล่าอสูรก็ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชของเทวดาได้จึงพ่ายแพ้กลับไป

ในภาพสลักเป็นฝ่ายอสูร 92 ตนดึงทางส่วนหัวพญานาค ฝ่ายเทวดา 88 องค์ดึงส่วนหาง ด้านขวาสุดอาจเป็นหนุมานมาช่วยเทวดาด้วย เห็นปลาและจรเข้ขาด 2 ท่อนเพราะแรงน้ำวน

       

บนประตูกลางด้านตะวันออกมีจารึกขนาดใหญ่ สลักขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 เล่าเรื่องการสร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิบนพื้นดิน

       

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนเหนือ  เป็นภาพสลักที่ทำขึ้นภายหลังร่วม 550 ปี ความสวยงามจึงสู้ของเดิมที่สร้างมาแต่แรกไม่ได้ ในสมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2099) ได้ส่งทหารมาปราบพวกเขมร แต่พ่ายแพ้แก่นักองค์จัน เสียไพร่พลช้างม้าเป็นอันมาก ดังปรากฏอยู่ในพงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐฯ นักองค์จันทรงถือตนเองว่าเก่ง ก็ได้มาสร้างราชธานีอยู่ที่นี่ หลังจากมีการอพยพทิ้งร้างไปนานร่วม 400 ปีแล้ว รู้ได้เพราะมีการพบจารึกบอกว่า นักองค์จันโปรดให้สลักภาพที่ยังไม่ได้สลักหรือร่างโกลนไว้แล้วให้สำเร็จ ภาพนี้แสดงถึงชัยชนะของพระนารายณ์ต่อพวกอสูรและทรงครุฑอยู่ตรงกลางของภาพ ฝีมือการสลักภาพยังไม่สู้ดีนัก และได้รับอิทธิพลจากศิลปะไทยด้วย เพราะนักองค์จันเคยมาอยู่กรุงศรีอยุธยามาก่อน คือ ภาพสลักบางภาพสลักรูปบุคคลนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ที่เราเรียกว่า ถกเขมร แต่ข้างล่างจะมีรอยของสนับเพลาหรือกางเกง กล่าวคือ นุ่งผ้าโจงกระเบนทับอยู่บนกางเกงเหมือนละครรำของไทย ปกติเขมรจะนุ่งโจงกระเบนอย่างเดียว เพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย  คนไทยชอบนุ่งกางเกง  รวมถึง ห่มผ้าสไบ อย่างรูปสลักเทพธิดา หรือนางอัปสรที่มักจะเปลือยอกอยู่เสมอ เขาไม่เคยห่มสไบ แต่รูปสลักพวกนี้ห่มสไบ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะไทย

       

ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันออก  เป็นภาพเรื่องการรบพระกฤษณะกับพญาพาน พระกฤษณะมี 8 กร มีเศียรหลายเศียร ทรงครุฑ ส่วนพญาพานมีมือหลายมือทรงรถเทียมราชสีห์ ด้านขวาสุดของภาพมีภาพพระอิศวรประทับนั่งอยูบนเขาไกรลาส พร้อมกับพระอุมา และพระคเณศ กำลังขอให้พระกฤษณะไว้ชีวิตแก่พญาพาน และพระกฤษณะก็ยกโทษถวายสาเหตุที่รบกันคือ พญาพานได้ไปชิงตัวหลานพระกฤษณะเอามาเป็นเมีย

 

ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันตก  เป็นภาพเล่าเรื่องเทวาสุรสงคราม คือ เป็นภาพเทวดาในศาสนาฮินดู 21 องค์กำลังต่อสู้กับอสูรกาลเนมิ สลักเต็มพื้นที่ ไม่มีการแบ่งเป็นแนว ด้วยเหตุนั้นคงสลักขึ้นเป็นรุ่นแรกสมัยสร้างปราสาทนครวัด  เป็นภาพสลักที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งในปราสาทนครวัด เทวดาเหล่านี้ทรงพาหนะและอาวุธประจำองค์ สังเกตดูได้ง่ายๆ เช่น ท้าวกุเวรทรงยักษ์, พระขันทกุมารทรงนกยูง, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระนารายณ์ทรงครุฑ, พระยมทรงควาย, พระอิศวรทรงโค, พระพรหมทรงหงส์, พระพายและพระอาทิตย์ทรงม้า, พระวรุณทรงนาค 5 เศียร เป็นต้น

       

อาคารมุมระเบียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนเหนือเป็นภาพวิราธลักนางสีดา / นางสีดาลุยไฟ  ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ปรึกษาราชการกับสุครีพ พญาวานร / ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือพญาอนันตนาคราช พระลักษมีนั่งรองรับพระบาทของพระวิษณุ ด้านล่างเป็นภาพเทพ 9 องค์กำลังทรงพาหนะเพื่อเสด็จไปขอให้พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทศกัณฐ์ ประกอบด้วย  พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้าอุชชัยสรวาส, ท้าวนรฤติทรงรากษส, พระขันธกุมารหรือสกันทะทรงนกยูง, พระวรุณทรงหงส์, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระศิวะทรงโคนนทิ, พระยมทรงกระบือ, เทวดาทรงราชสีห์, เทวดาทรงสิงห์ / ภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ   ส่วนตะวันตกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา นั่งบุษบกกลับกรุง อโยธยา / ภาพพิเภกหนีมาพึ่งพระราม พระลักษมณ์ /  ภาพหนุมานถวายแหวนให้นางสีดาระหว่างที่อยู่ในกรุงลงกา มีนางตรีชฎาอยู่ข้างๆ   /  ส่วนใต้เป็นภาพพระนารายณ์ 4 กร / ภาพพระรามประลองศรชิงนางสีดาที่มิถิลา / ภาพพระราม พระลักษมณ์กำลังสู้กับยักษ์กพันธ์ หรืออสุรกุมพล

ศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า       ราชรถบุษบกยานุมาศนั้นแต่เดิมเป็นของท้าวกุเวร (ท้าวเวสวัณ) แล้วทศกัณฑ์ไปขโมยมา ซึ่งมักจะกล่าวถึงว่า วิมานนั้นแหละถูกแบกไว้บนปีกของหงส์อยู่เสมอ      ส่วนบุคคลทั้งสองที่นั่งขนาบข้างนอกบุษบกนั้น คงเป็นพิเภก (วีภีษณ์) และนางตรีชฎาที่ได้รับการอภิเษกจากพระรามให้ครองกรุงลงกา    ต่อมาได้มาส่งเสด็จพระรามกลับกรุงอโยธยา

       

ระเบียงด้านตะวันตกส่วนเหนือ  เป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ ตอนชัยชนะของพระรามเหนือกรุงลงกา เป็นการสู้รบระหว่างยักษ์กับลิงโดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นแนวเลย ด้วยเหตุนั้นจึงคงสลักขึ้นในตอนแรก พร้อมกับระเบียงทิศเหนือด้านตะวันตกและระเบียงทิศตะวันตกเฉียงใต้

ตอนกลางภาพจะเห็นพระรามประทับบนบ่าหนุมาน เบื้องหลังพระรามเป็นพระลักษมณ์ พิเภก      ส่วนทศกัณฐ์ประทับบนราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ คือ นิลพัทกำลังจับยักษ์ ส่วนลิงอีกตัวหนึ่งคงเป็นองคตกำลังถอนงาช้าง, ภาพอินทรชิตกำลังสู้กับหนุมาน    

 

เรื่อง รามเกียรติ์ นี้เป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักอย่างดี  ซึ่งแต่งโดยฤาษีชื่อ วาลมีกิ เรื่องดังกล่าวเป็นการพรรณาประวัติอย่างกว้างขวางลึกซึ้งของพระราม  ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ เพื่อมาปราบทศกัณฐ์ หรือ ท้าวราพณ์ ซึ่งเป็นอสูรร้าย

 

 

ต่อไปขึ้นไปยังระเบียงชั้นกลางซึ่งสูงกว่าระเบียงชั้นนอก แต่ช่างขอมก็สามารถสร้างเป็นระเบียงรูปกากบาทให้ติดต่อกันได้โดยสร้างให้ลดหลั่นกันขึ้นไปทีละขั้น ภายในระเบียงรูปกากบาทนี้ก่อเป็นสระอยู่ที่ 4 มุม มีบันไดลงไปได้ ด้านข้างระเบียงมีบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง จากระเบียงชั้นแรกขึ้นมายังระเบียงชั้นกลางมีประตูทางเข้า 3 ทางด้านทิศตะวันตก แต่ทิศอื่นมีเพียงประตูเดียว ที่บรรณาลัยทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงมุมประตูด้านทิศตะวันออก มีภาพนางอัปสรที่ไม่ได้สวมชุดยาวคลุม ไม่นุ่งผ้านั่นเอง

       

จากนั้นขึ้นไปยังระเบียงชั้นบนสุด ข้างบนมีปราสาทอยู่ 5 หลัง หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม มีระเบียงตัดกันเป็นรูปกากบาทเชื่อมปราสาททั้ง 5 หลังเข้าด้วยกัน  มีทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปเปรียบเสมือนสะพานที่บรรดาอสูรและเทวดากำลังยุดนาคในการกวนเกษียรสมุทร ใครเดินผ่านเข้าไปเหมือนได้พรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะมีโชคลาภและหายจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็บอกว่าเปรียบเหมือนสะพานรุ้งที่นำทางขึ้นไปสู่สวรรค์ มีรูปนางอัปสรลิ้น 2 แฉกอยู่ที่มุมระเบียงด้านในทิศตะวันออกเฉียงใต้

 

ระเบียงชั้นกลางและชั้นบน จะมีภาพสลักเฉพาะบนทับหลัง และหน้าบัน กับบนผนังสลักเป็นรูปเทพธิดาเท่านั้น ส่วนบนสุดของปราสาทยังคงสลักไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นทับหลัง เสาประดับกรอบประตู และส่วนเครื่องประดับยอด เห็นเป็นเพียงโครงสร้างของหินทรายโกลนขึ้นเป็นรูปร่างเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้สิ้นพระชนม์ก่อนจะสร้างเสร็จ จึงหยุดไว้เพียงเท่านั้น และมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยตั้งโกศใส่พระบรมศพบนฐานสี่เหลี่ยมศิลา เจาะเป็นรูปร่องลึกลงไปจนถึงฐานปราสาทชั้นล่าง บรรจุทรายละเอียดใส่ไว้เต็มเพื่อเป็นที่รองรับพระบุพโพ (น้ำเหลือง) จากศพให้ซึมไหลลงไป ที่ต้องทำไว้ลึกมากเพราะป้องกันมิให้กลิ่นน้ำเหลืองระเหยออกมา เป็นปฏิกูลต่อผู้ที่จะต้องเข้าไปสักการะบูชาพระบรมศพ

 

พวกเขมรมีความเชื่อว่า กษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพระวิษณุ ฉะนั้นพระบรมศพที่ประดิษฐานไว้บนปราสาทสูงสุดยอดจึงเป็นวัตถุที่เคารพแทนรูปพระวิษณุ และพระบรมศพที่บรรจุไว้ในโกศก็จะประดับประดาด้วยอาภรณ์ต่างๆ ให้สมกับที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิการปกครองระบอบเทวราชาของเขมร ซึ่งถือว่ากษัตริย์เป็นเทวะ เมื่อสวรรคตลงแล้วก็กลายเป็นเทวดาจริงๆ ต้องสร้างเทวาลัยขึ้นสำหรับไว้พระบรมศพ และเป็นเทวสถานต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ปราสาทหินนครวัดจึงสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างกันปราสาทหินอื่นๆ ที่มักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

ภาพสลักที่ปราสาทนครวัดทั้งหมดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเขมรโบราณได้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นภาพภายในราชสำนัก ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในศาสนา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ชาวบ้าน การแต่งกายของผู้คนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่พระราชา ราชวงศ์ ข้าราชสำนัก พราหมณ์นักบวช เครื่องยศต่างๆ รวมทั้งอาวุธที่ใช้ในการสงคราม

       

การที่ภาพสลักเล่าเรื่องในศาสนาที่ปราสาทนครวัดเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวิษณุและการอวตารของพระองค์นั้น เนื่องจากว่า ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นถวายแด่พระวิษณุ ซึ่งในสมัยก่อนหน้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นไม่เคยมีการสร้างศาสนสถานที่มีความสำคัญเช่นนี้ถวายแด่องค์พระวิษณุมาก่อนเลย

 

ข้อสังเกตุ  ความกว้างใหญ่ไพศาล ความมหึมาของตัวปราสาทนครวัด ทำให้นักวิชาการทึ่งในความสามารถของชาวขอม ความทรงอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2) ที่ขยายอาณาเขตของอาณาจักร และมีไพร่พลมหาศาล มีเศรษฐกิจที่ดี สามารถก่อสร้างปราสาทได้อลังการขนาดนี้ บ้างก็ว่าต้องมีประชากรและคนงานในอาณาจักรมากกว่าอาณาจักรใดในยุคเดียวกัน และต้องใช้พลังงานมหาศาล ในการตัดหินทรายจำนวนเป็นล้านก้อนแต่ละก้อนก็หนักเป็นตันและลำเลียงจากแหล่งหินที่อยู่ไกลออกไปถึง 50-60 กิโลเมตร  

 

ผมว่าช่างขอมสมัยนั้น มีดีกว่าสมองของผู้วิจารณ์หลายท่าน (ขอโทษที่ทำเป็นพูดรุนแรงให้เห็นความแตกต่างในความคิด แต่ไม่คิดลบหลู่ แล้วอย่าไปบอกท่านเหล่านั้นนะครับ)

 

ช่างขอม สะสมประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นร้อยๆปี เป็นวิวัฒนาการนะครับ

 

จำไว้ขึ้นใจนะครับ Laterite หรือศิลาแลง ศิลาแลงนี้ชาวขอมรู้จักกันมานาน ค่อยๆคิดใช้มันจนกระทั่งได้ถึงความมหัศจรรย์ ก็เพราะความเติบโตของประสบการณ์นั่นเอง

 

Laterite หรือศิลาแลง เป็นดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างคู สร้างบ่อ สร้างบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นดินที่มีแร่เหล็กเจือปนอยู่ในชั้นใต้ดิน

มีน้ำไหลซึมเป็นตัวพาแร่เหล็กนี้ไปทั่วดิน เมื่อถูกขุดข้นมาถูกอากาศ

แล้วเกิดปฎิกิริยาพาดินให้แข็งตัวไปกับสนิมของเหล็ก เจ้าศิลาแลงหรือ Laterite ก็กลายเป็นกึ่งหินกึ่งเหล็ก แกร่งม้ากมาก

เหมาะที่จะใช้ขึ้นรูปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ทำเป็นกำแพง ปูเป็นฐานราก

ก่อเป็นแกนกลางของปราสาท

ศิลาแลง เหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน ได้ตรงแหล่งก่อสร้าง ขึ้นรูปง่าย ไม่ต้องใชกำลังตัดแต่ง เหมือนตัดหิน ระยะทางลำเลียงแค่จมูก

 

หินทรายที่เห็น เป็นหินทรายที่มาตบแต่งอาคาร เฉพาะภายนอกให้สวยงาม ซึ่งก็ยังต้องใช้ในจำนวนมาก แต่ไม่ได้ใช้จำนวนมหาศาล

เป็นหินทรายทั้งแท่งอย่างที่คิดกันนะครับ

 

โอมายก็อด ! “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย มันไม่จริง

ถ้าช่างไม่รู้อะไรเลย จะสร้างได้ยางงายอย่างนี้น่ะ

โอ ! แล็ทเทอไรท์ SilaLang

 

รูปประติมากรรม บุคคลที่มี แปดแขน

นักวิชาการเชื่อกันว่าประติมากรรมรูปเคารพที่ถูกนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทองค์กลางในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 คงจะเป็นเทวรูป พระวิษณุ

เมื่อสังเกตุรูปแบบศิลปะ เห็นเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  เมื่อสร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะสมัยนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ประการสำคัญแม้ทุกวันนี้รูปประติมากรรมที่เห็นก็มีการซ่อมแซมอยู่เสมอโดยเฉพาะส่วนแขน ซึ่งมองดูไม่เห็นเครื่องหมายที่บอกว่าเป็นพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ดูเหมือนแขนทั้งแปดถือดอกบัวทั้งหมด

และที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เห็นมีเทวรูปองค์หนึ่งองค์ใดประดิษฐานอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ในปัจจุบันที่ชั้นบนนั้นมีการบูชาพระพุทธรูปซึ่งถูกนำขึ้นไปประดิษฐานในสมัยหลังเมื่อศาสนาพุทธได้เจริญขึ้นแพร่หลายแทนศาสนาฮินดู และถึงแม้ว่าราชธานีจะโยกย้ายไปยังแห่งอื่น ๆ แล้วพระราชาเขมรสมัยหลังๆ และชาวเขมรก็ยังผูกพันกับศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในขณะที่ศาสนสถานแห่งอื่น ๆ ถูกทิ้งร้างไป ชาวเขมรมักจะพากันเดินทางมาแสวงบุญและอุทิศพระพุทธรูปถวายไว้ในปราสาทนครวัด เราจึงพบว่ามีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่ประสาทหลังกลาง และตามระเบียงชั้นบนในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก

เป็นไปได้ว่าประติมากรรมต่างๆ มีการโยกย้ายไปไปมา จนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่ตั้งเดิม จนมิอาจคิดได้ว่าเห็นอะไรที่ไหนก็เป็นของที่นั่นสมัยนั้นได้เลย

 

เหนื่อยมั้ยครับ ดูเฉพาะที่นครวัดที่เดียวซึ่งเป็นไฮไลท์ ต้องร่ายเรื่องเยอะๆหน่อย ให้สมกับที่ฝรั่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้ว นอนตายตาหลับ See Angkor and die

 

พักสักหน่อยนะครับ แล้วจะกลับมานำเที่ยวที่อื่นต่อ

评论

请稍候...
很抱歉,您输入的评论太长。请缩短您的评论。
您没有输入任何内容,请重试。
很抱歉,我们当前无法添加您的评论。请稍后重试。
若要添加评论,需要您的家长授予您相应权限。请求权限
您的家长禁用了评论功能。
很抱歉,我们当前无法删除您的评论。请稍后重试。
您已超过了一天之内允许提供的评论数上限。请在 24 小时后重试。
因为我们的系统表明您可能在向其他用户提供垃圾评论,您的帐户已禁用了评论功能。如果您认为我们错误地禁用了您的帐户,请联系 Windows Live 支持部门
完成下面的安全检查,您提供评论的过程才能完成。
您在安全检查中键入的字符必须与图片或音频中的字符一致。

若要添加评论,请使用您的 Windows Live ID 登录(如果您使用过 Hotmail、Messenger 或 Xbox LIVE,您就拥有 Windows Live ID)。登录


还没有 Windows Live ID 吗?请注册

引用通告

此日志的引用通告 URL 是:
http://deb12358.spaces.live.com/blog/cns!62185CCF26105DF7!614.trak
引用此项的网络日志