David 的个人资料Do you know that the wor...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
5月19日 ชมปราสาทตาพรหม ที่สุดอัศจรรย์และเข้มขลัง
เที่ยววังอังกอร์-อังกอร์ธม-ปราสาทพิมาณอากาศ
ชมปราสาทบายนปราสาทลี้ลับ
วันที่สองของการเดินทางที่ทั้งเหนื่อยและสนุก-ปราสาทปักษีจำกรง-นครธม
หลังชมนครวัด
1月13日 ตามมาเลยครับ ยังมีให้ดูอีกเยอะภาพสลักด้านนี้ผมชอบครับ เรื่องราวสนุกดี
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ตามเรื่องในภาควัตปุราณะ ซึ่งเป็นที่นิยมมากของช่างขอม แบ่งออกเป็นส่วนซ้อนกันตามแนวนอน มีความยาวเกือบ 50 เมตร มีเรื่องอยู่ว่า วันหนึ่งเทพธิดาองค์หนึ่งได้เก็บพวงดอกไม้ได้มาจากสวรรค์ และมอบพวงดอกไม้ให้กับพระฤาษีทรุวาสด้วยความศรัทธา พระฤาษีก็นำคล้องคอ กลิ่นหอมแรงของดอกไม้ดังกล่าวทำให้พระฤาษีเกิดอารมณ์เพ้อฝัน ได้ลุกขึ้นเต้นรำทำท่าทางต่างๆ ร่ายรำไปจนพบกับพระอินทร์ พระฤาษีได้มอบมาลัยนั้นให้กับพระอินทร์ พระอินทร์ก็วางมาลัยบนหัวช้างทรง (ในฉบับของอินเดียนั้น พระอินทร์ไม่ได้ทรงช้าง และฉีกมาลัยนั้นด้วยตนเอง) เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้หอมนั้นก็เกิดความบ้าคลั่ง เอางวงจับมาลัยฟาดลงดินและเหยียบขยี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระฤาษีโกรธ หาว่าพระอินทร์ล่วงเกินดูหมิ่น จึงได้สาปแช่งให้พระอินทร์พ่ายแพ้แก่อสูรและหมู่ยักษ์ แล้วฤาษีก็จากไปด้วยความโกรธ ส่วนพระอินทร์ก็จากมาด้วยความเศร้า จากนั้นมาพระอินทร์ก็มีฤทธิ์ถอยลงทุกทีรวมถึงเทวดาบริวารทั้งหลายต่อสู้กับยักษ์ก็มักจะพ่ายแพ้ ยักษ์ทั้งหลายเริ่มกำเริบรังแกเทวดาน้อยใหญ่ เทวดาทั้งหลายจึงมาเฝ้าพระอินทร์ขอให้พาไปเฝ้าพระนารายณ์เพื่อปราบยุคเข็ญต่อไป ครั้งนี้พระวิษณุได้ออกอุบายร่วมกับพระอินทร์ ให้มีการกวนเกษียรสมุทร โดยให้เทวดาทั้งหลายไปเก็บโอสถสมุนไพรจากที่ต่างๆ ใส่ลงในเกษียรสมุทร แล้วป่าวประกาศให้ยักษ์อสูรทั้งหลายมาช่วยกวนเกษียรสมุทรจะได้ดื่มน้ำอมฤตและมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็นอมตะตลอดไป ยักษ์ทั้งหลายหลงเชื่อจึงมาช่วยกวนโดยพญาครุฑได้เหาะยกเอาภูเขามันทรสิงขร ซึ่งเป็นเขาบริวาร 1 ใน 4 ของเขาพระสุเมรุมาจมลงในเกษียรสมุทรเป็นไม้พายกวน เอาพญานาควาสุกีม้วนพันภูเขา แล้วให้เทวดาดึงหางพญานาค และอสูรดึงทางเศียรพญานาค และเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่แคลนคลอนและป้องกันไม่ให้เขามันทรสิงขรทะลุโลกไปถึงบาดาล พระวิษณุได้อวตารร่างมาเป็นเต่าขนาดใหญ่รองรับเขาเอาไว้และแบ่งภาคประทับอยู่บนภูเขาด้วย เรียกกันว่า “กูรมาวตาร” ขณะชักพญานาคกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น อสูรที่ชักทางหัวนาคก็ถูกพญานาคพ่นไฟร้อนออกจากปากแต่ก็จำทนเพื่อจะได้น้ำอมฤต ส่วนพระวิษณุก็ร่ายมนตร์ให้ฝนตก ฝ่ายเทวดาก็เย็นสบายไม่เหนื่อยแรงมาก ต่อมาพญานาควาสุกรีได้พ่นพิษออกมา พระพรหมเกรงว่าบรรดาเทวดาทั้งหลายจะตายเพราะพิษ จึงขอให้พระอิศวรซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเป็นอมตะไม่ตายทรงกลืนน้ำพิษเข้าไป และไปเผาไหม้พระศอจนเป็นสีดำ จึงมีชื่อเรียกพระอิศวรอีกชื่อหนึ่งว่า “นิลกันตะ” แปลว่า คอดำ หลังจากที่กวนน้ำอมฤตกว่า 1,000 ปี ก็ได้ปรากฏสิ่งของต่างๆ ขึ้นมากมาย คือ แม่โคชื่อสุรภี เป็นแม่โคสารพัดนึก เป็นแม่ของโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ / เทพีวารุณี อันเป็นเทพีแห่งสุรา / ต้นปาริชาติ / นางอัปสร 35 ล้านนาง / พระจันทร์โสม พระศิวะเอาไปเป็นปิ่นปักผม / พิษร้ายที่พญานาควาสุกรีพ่นออกมา เหล่านาคทั้งหลายพากันดื่มกินเพื่อเพิ่มพลังพิษให้กับตนเอง / พระลักษมี พระวิษณุเอาไปเป็นมเหสี / ม้าแก้วอุจไฉศรพ / ช้างไอราวัณ จากนั้นการกวนเกษียรสมุทรก็สิ้นสุดลงหลังจากที่ได้น้ำอมฤตที่บรรจุในภาชนะ ซึ่งเทพธันวันตะรี แพทย์ผู้ชำนาญในอายุรเวทของเหล่าเทวดาเป็นผู้เชิญขึ้นมาจากเกษียรสมุทร ฝูงยักษ์เข้าไปจะดื่ม พระวิษณุเห็นท่าไม่ดีเพราะหากให้อสูรดื่มเข้าไปจะยิ่งเห็นฤทธิ์เดชจนไม่อาจจะปราบได้ จึงแปลงร่างพระองค์เป็นสาวงามคอยหลอกล่อเหล่าอสูรให้หลงเสน่ห์และตามไปจนห่างน้ำอมฤตทุกที แล้วเหล่าเทวดาก็รับดื่มน้ำอมฤต ฤทธิ์เดชก็กลับมาดังเดิม แต่มีอสูรตนหนึ่งได้แอบดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเล็กน้อย พระอาทิตย์ และพระจันทร์ได้ฟ้องแก่พระวิษณุ พระวิษณุจึงขว้างจักรมาฆ่าอสูรตนนั้นที่ชื่อราหู แต่น้ำอมฤตที่พระราหูดื่มเข้าไปได้ลงมาถึงท้องพอดี ส่วนบนจึงเป็นอมตะ ส่วนล่างจึงขาดหลุดไป ดังนั้นเรื่องราวของราหูอมจันทร์ หรือสุริยคราสนั้นคงเกิดจากการแก้แค้นของราหูนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาเหล่าอสูรก็ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชของเทวดาได้จึงพ่ายแพ้กลับไป ในภาพสลักเป็นฝ่ายอสูร 92 ตนดึงทางส่วนหัวพญานาค ฝ่ายเทวดา 88 องค์ดึงส่วนหาง ด้านขวาสุดอาจเป็นหนุมานมาช่วยเทวดาด้วย เห็นปลาและจรเข้ขาด 2 ท่อนเพราะแรงน้ำวน
บนประตูกลางด้านตะวันออกมีจารึกขนาดใหญ่ สลักขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 เล่าเรื่องการสร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิบนพื้นดิน
ระเบียงด้านตะวันออกส่วนเหนือ เป็นภาพสลักที่ทำขึ้นภายหลังร่วม 550 ปี ความสวยงามจึงสู้ของเดิมที่สร้างมาแต่แรกไม่ได้ ในสมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2099) ได้ส่งทหารมาปราบพวกเขมร แต่พ่ายแพ้แก่นักองค์จัน เสียไพร่พลช้างม้าเป็นอันมาก ดังปรากฏอยู่ในพงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐฯ นักองค์จันทรงถือตนเองว่าเก่ง ก็ได้มาสร้างราชธานีอยู่ที่นี่ หลังจากมีการอพยพทิ้งร้างไปนานร่วม 400 ปีแล้ว รู้ได้เพราะมีการพบจารึกบอกว่า นักองค์จันโปรดให้สลักภาพที่ยังไม่ได้สลักหรือร่างโกลนไว้แล้วให้สำเร็จ ภาพนี้แสดงถึงชัยชนะของพระนารายณ์ต่อพวกอสูรและทรงครุฑอยู่ตรงกลางของภาพ ฝีมือการสลักภาพยังไม่สู้ดีนัก และได้รับอิทธิพลจากศิลปะไทยด้วย เพราะนักองค์จันเคยมาอยู่กรุงศรีอยุธยามาก่อน คือ ภาพสลักบางภาพสลักรูปบุคคลนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ที่เราเรียกว่า “ถกเขมร” แต่ข้างล่างจะมีรอยของสนับเพลาหรือกางเกง กล่าวคือ นุ่งผ้าโจงกระเบนทับอยู่บนกางเกงเหมือนละครรำของไทย ปกติเขมรจะนุ่งโจงกระเบนอย่างเดียว เพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย คนไทยชอบนุ่งกางเกง รวมถึง “ห่มผ้าสไบ” อย่างรูปสลักเทพธิดา หรือนางอัปสรที่มักจะเปลือยอกอยู่เสมอ เขาไม่เคยห่มสไบ แต่รูปสลักพวกนี้ห่มสไบ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะไทย
ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันออก เป็นภาพเรื่องการรบพระกฤษณะกับพญาพาน พระกฤษณะมี 8 กร มีเศียรหลายเศียร ทรงครุฑ ส่วนพญาพานมีมือหลายมือทรงรถเทียมราชสีห์ ด้านขวาสุดของภาพมีภาพพระอิศวรประทับนั่งอยูบนเขาไกรลาส พร้อมกับพระอุมา และพระคเณศ กำลังขอให้พระกฤษณะไว้ชีวิตแก่พญาพาน และพระกฤษณะก็ยกโทษถวายสาเหตุที่รบกันคือ พญาพานได้ไปชิงตัวหลานพระกฤษณะเอามาเป็นเมีย
ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันตก เป็นภาพเล่าเรื่องเทวาสุรสงคราม คือ เป็นภาพเทวดาในศาสนาฮินดู 21 องค์กำลังต่อสู้กับอสูรกาลเนมิ สลักเต็มพื้นที่ ไม่มีการแบ่งเป็นแนว ด้วยเหตุนั้นคงสลักขึ้นเป็นรุ่นแรกสมัยสร้างปราสาทนครวัด เป็นภาพสลักที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งในปราสาทนครวัด เทวดาเหล่านี้ทรงพาหนะและอาวุธประจำองค์ สังเกตดูได้ง่ายๆ เช่น ท้าวกุเวรทรงยักษ์, พระขันทกุมารทรงนกยูง, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระนารายณ์ทรงครุฑ, พระยมทรงควาย, พระอิศวรทรงโค, พระพรหมทรงหงส์, พระพายและพระอาทิตย์ทรงม้า, พระวรุณทรงนาค 5 เศียร เป็นต้น
อาคารมุมระเบียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนเหนือเป็นภาพวิราธลักนางสีดา / นางสีดาลุยไฟ ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ปรึกษาราชการกับสุครีพ พญาวานร / ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือพญาอนันตนาคราช พระลักษมีนั่งรองรับพระบาทของพระวิษณุ ด้านล่างเป็นภาพเทพ 9 องค์กำลังทรงพาหนะเพื่อเสด็จไปขอให้พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทศกัณฐ์ ประกอบด้วย พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้าอุชชัยสรวาส, ท้าวนรฤติทรงรากษส, พระขันธกุมารหรือสกันทะทรงนกยูง, พระวรุณทรงหงส์, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระศิวะทรงโคนนทิ, พระยมทรงกระบือ, เทวดาทรงราชสีห์, เทวดาทรงสิงห์ / ภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนตะวันตกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา นั่งบุษบกกลับกรุง อโยธยา / ภาพพิเภกหนีมาพึ่งพระราม พระลักษมณ์ / ภาพหนุมานถวายแหวนให้นางสีดาระหว่างที่อยู่ในกรุงลงกา มีนางตรีชฎาอยู่ข้างๆ / ส่วนใต้เป็นภาพพระนารายณ์ 4 กร / ภาพพระรามประลองศรชิงนางสีดาที่มิถิลา / ภาพพระราม พระลักษมณ์กำลังสู้กับยักษ์กพันธ์ หรืออสุรกุมพล ศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า ราชรถบุษบกยานุมาศนั้นแต่เดิมเป็นของท้าวกุเวร (ท้าวเวสวัณ) แล้วทศกัณฑ์ไปขโมยมา ซึ่งมักจะกล่าวถึงว่า วิมานนั้นแหละถูกแบกไว้บนปีกของหงส์อยู่เสมอ ส่วนบุคคลทั้งสองที่นั่งขนาบข้างนอกบุษบกนั้น คงเป็นพิเภก (วีภีษณ์) และนางตรีชฎาที่ได้รับการอภิเษกจากพระรามให้ครองกรุงลงกา ต่อมาได้มาส่งเสด็จพระรามกลับกรุงอโยธยา
ระเบียงด้านตะวันตกส่วนเหนือ เป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ ตอนชัยชนะของพระรามเหนือกรุงลงกา เป็นการสู้รบระหว่างยักษ์กับลิงโดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นแนวเลย ด้วยเหตุนั้นจึงคงสลักขึ้นในตอนแรก พร้อมกับระเบียงทิศเหนือด้านตะวันตกและระเบียงทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตอนกลางภาพจะเห็นพระรามประทับบนบ่าหนุมาน เบื้องหลังพระรามเป็นพระลักษมณ์ พิเภก ส่วนทศกัณฐ์ประทับบนราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ คือ นิลพัทกำลังจับยักษ์ ส่วนลิงอีกตัวหนึ่งคงเป็นองคตกำลังถอนงาช้าง, ภาพอินทรชิตกำลังสู้กับหนุมาน
เรื่อง “รามเกียรติ์” นี้เป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักอย่างดี ซึ่งแต่งโดยฤาษีชื่อ “วาลมีกิ” เรื่องดังกล่าวเป็นการพรรณาประวัติอย่างกว้างขวางลึกซึ้งของพระราม ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ เพื่อมาปราบทศกัณฐ์ หรือ ท้าวราพณ์ ซึ่งเป็นอสูรร้าย
ต่อไปขึ้นไปยังระเบียงชั้นกลางซึ่งสูงกว่าระเบียงชั้นนอก แต่ช่างขอมก็สามารถสร้างเป็นระเบียงรูปกากบาทให้ติดต่อกันได้โดยสร้างให้ลดหลั่นกันขึ้นไปทีละขั้น ภายในระเบียงรูปกากบาทนี้ก่อเป็นสระอยู่ที่ 4 มุม มีบันไดลงไปได้ ด้านข้างระเบียงมีบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง จากระเบียงชั้นแรกขึ้นมายังระเบียงชั้นกลางมีประตูทางเข้า 3 ทางด้านทิศตะวันตก แต่ทิศอื่นมีเพียงประตูเดียว ที่บรรณาลัยทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงมุมประตูด้านทิศตะวันออก มีภาพนางอัปสรที่ไม่ได้สวมชุดยาวคลุม ไม่นุ่งผ้านั่นเอง
จากนั้นขึ้นไปยังระเบียงชั้นบนสุด ข้างบนมีปราสาทอยู่ 5 หลัง หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม มีระเบียงตัดกันเป็นรูปกากบาทเชื่อมปราสาททั้ง 5 หลังเข้าด้วยกัน มีทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปเปรียบเสมือนสะพานที่บรรดาอสูรและเทวดากำลังยุดนาคในการกวนเกษียรสมุทร ใครเดินผ่านเข้าไปเหมือนได้พรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะมีโชคลาภและหายจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็บอกว่าเปรียบเหมือนสะพานรุ้งที่นำทางขึ้นไปสู่สวรรค์ มีรูปนางอัปสรลิ้น 2 แฉกอยู่ที่มุมระเบียงด้านในทิศตะวันออกเฉียงใต้
ระเบียงชั้นกลางและชั้นบน จะมีภาพสลักเฉพาะบนทับหลัง และหน้าบัน กับบนผนังสลักเป็นรูปเทพธิดาเท่านั้น ส่วนบนสุดของปราสาทยังคงสลักไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นทับหลัง เสาประดับกรอบประตู และส่วนเครื่องประดับยอด เห็นเป็นเพียงโครงสร้างของหินทรายโกลนขึ้นเป็นรูปร่างเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้สิ้นพระชนม์ก่อนจะสร้างเสร็จ จึงหยุดไว้เพียงเท่านั้น และมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยตั้งโกศใส่พระบรมศพบนฐานสี่เหลี่ยมศิลา เจาะเป็นรูปร่องลึกลงไปจนถึงฐานปราสาทชั้นล่าง บรรจุทรายละเอียดใส่ไว้เต็มเพื่อเป็นที่รองรับพระบุพโพ (น้ำเหลือง) จากศพให้ซึมไหลลงไป ที่ต้องทำไว้ลึกมากเพราะป้องกันมิให้กลิ่นน้ำเหลืองระเหยออกมา เป็นปฏิกูลต่อผู้ที่จะต้องเข้าไปสักการะบูชาพระบรมศพ
พวกเขมรมีความเชื่อว่า กษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพระวิษณุ ฉะนั้นพระบรมศพที่ประดิษฐานไว้บนปราสาทสูงสุดยอดจึงเป็นวัตถุที่เคารพแทนรูปพระวิษณุ และพระบรมศพที่บรรจุไว้ในโกศก็จะประดับประดาด้วยอาภรณ์ต่างๆ ให้สมกับที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิการปกครองระบอบเทวราชาของเขมร ซึ่งถือว่ากษัตริย์เป็นเทวะ เมื่อสวรรคตลงแล้วก็กลายเป็นเทวดาจริงๆ ต้องสร้างเทวาลัยขึ้นสำหรับไว้พระบรมศพ และเป็นเทวสถานต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ปราสาทหินนครวัดจึงสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างกันปราสาทหินอื่นๆ ที่มักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ภาพสลักที่ปราสาทนครวัดทั้งหมดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเขมรโบราณได้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นภาพภายในราชสำนัก ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในศาสนา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ชาวบ้าน การแต่งกายของผู้คนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่พระราชา ราชวงศ์ ข้าราชสำนัก พราหมณ์นักบวช เครื่องยศต่างๆ รวมทั้งอาวุธที่ใช้ในการสงคราม
การที่ภาพสลักเล่าเรื่องในศาสนาที่ปราสาทนครวัดเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวิษณุและการอวตารของพระองค์นั้น เนื่องจากว่า ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นถวายแด่พระวิษณุ ซึ่งในสมัยก่อนหน้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นไม่เคยมีการสร้างศาสนสถานที่มีความสำคัญเช่นนี้ถวายแด่องค์พระวิษณุมาก่อนเลย
ข้อสังเกตุ ความกว้างใหญ่ไพศาล ความมหึมาของตัวปราสาทนครวัด ทำให้นักวิชาการทึ่งในความสามารถของชาวขอม ความทรงอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2) ที่ขยายอาณาเขตของอาณาจักร และมีไพร่พลมหาศาล มีเศรษฐกิจที่ดี สามารถก่อสร้างปราสาทได้อลังการขนาดนี้ บ้างก็ว่าต้องมีประชากรและคนงานในอาณาจักรมากกว่าอาณาจักรใดในยุคเดียวกัน และต้องใช้พลังงานมหาศาล ในการตัดหินทรายจำนวนเป็นล้านก้อนแต่ละก้อนก็หนักเป็นตันและลำเลียงจากแหล่งหินที่อยู่ไกลออกไปถึง 50-60 กิโลเมตร
ผมว่าช่างขอมสมัยนั้น มีดีกว่าสมองของผู้วิจารณ์หลายท่าน (ขอโทษที่ทำเป็นพูดรุนแรงให้เห็นความแตกต่างในความคิด แต่ไม่คิดลบหลู่ แล้วอย่าไปบอกท่านเหล่านั้นนะครับ)
ช่างขอม สะสมประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นร้อยๆปี เป็นวิวัฒนาการนะครับ
จำไว้ขึ้นใจนะครับ Laterite หรือศิลาแลง ศิลาแลงนี้ชาวขอมรู้จักกันมานาน ค่อยๆคิดใช้มันจนกระทั่งได้ถึงความมหัศจรรย์ ก็เพราะความเติบโตของประสบการณ์นั่นเอง
Laterite หรือศิลาแลง เป็นดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างคู สร้างบ่อ สร้างบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นดินที่มีแร่เหล็กเจือปนอยู่ในชั้นใต้ดิน มีน้ำไหลซึมเป็นตัวพาแร่เหล็กนี้ไปทั่วดิน เมื่อถูกขุดข้นมาถูกอากาศ แล้วเกิดปฎิกิริยาพาดินให้แข็งตัวไปกับสนิมของเหล็ก เจ้าศิลาแลงหรือ Laterite ก็กลายเป็นกึ่งหินกึ่งเหล็ก แกร่งม้ากมาก เหมาะที่จะใช้ขึ้นรูปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ทำเป็นกำแพง ปูเป็นฐานราก ก่อเป็นแกนกลางของปราสาท ศิลาแลง เหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน ได้ตรงแหล่งก่อสร้าง ขึ้นรูปง่าย ไม่ต้องใชกำลังตัดแต่ง เหมือนตัดหิน ระยะทางลำเลียงแค่จมูก
หินทรายที่เห็น เป็นหินทรายที่มาตบแต่งอาคาร เฉพาะภายนอกให้สวยงาม ซึ่งก็ยังต้องใช้ในจำนวนมาก แต่ไม่ได้ใช้จำนวนมหาศาล เป็นหินทรายทั้งแท่งอย่างที่คิดกันนะครับ
โอมายก็อด ! “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย” มันไม่จริง ถ้าช่างไม่รู้อะไรเลย จะสร้างได้ยางงายอย่างนี้น่ะ โอ ! แล็ทเทอไรท์ SilaLang
รูปประติมากรรม บุคคลที่มี แปดแขน นักวิชาการเชื่อกันว่าประติมากรรมรูปเคารพที่ถูกนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทองค์กลางในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 คงจะเป็นเทวรูป พระวิษณุ เมื่อสังเกตุรูปแบบศิลปะ เห็นเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อสร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะสมัยนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ประการสำคัญแม้ทุกวันนี้รูปประติมากรรมที่เห็นก็มีการซ่อมแซมอยู่เสมอโดยเฉพาะส่วนแขน ซึ่งมองดูไม่เห็นเครื่องหมายที่บอกว่าเป็นพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ดูเหมือนแขนทั้งแปดถือดอกบัวทั้งหมด และที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เห็นมีเทวรูปองค์หนึ่งองค์ใดประดิษฐานอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ในปัจจุบันที่ชั้นบนนั้นมีการบูชาพระพุทธรูปซึ่งถูกนำขึ้นไปประดิษฐานในสมัยหลังเมื่อศาสนาพุทธได้เจริญขึ้นแพร่หลายแทนศาสนาฮินดู และถึงแม้ว่าราชธานีจะโยกย้ายไปยังแห่งอื่น ๆ แล้วพระราชาเขมรสมัยหลังๆ และชาวเขมรก็ยังผูกพันกับศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในขณะที่ศาสนสถานแห่งอื่น ๆ ถูกทิ้งร้างไป ชาวเขมรมักจะพากันเดินทางมาแสวงบุญและอุทิศพระพุทธรูปถวายไว้ในปราสาทนครวัด เราจึงพบว่ามีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่ประสาทหลังกลาง และตามระเบียงชั้นบนในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก เป็นไปได้ว่าประติมากรรมต่างๆ มีการโยกย้ายไปไปมา จนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่ตั้งเดิม จนมิอาจคิดได้ว่าเห็นอะไรที่ไหนก็เป็นของที่นั่นสมัยนั้นได้เลย
เหนื่อยมั้ยครับ ดูเฉพาะที่นครวัดที่เดียวซึ่งเป็นไฮไลท์ ต้องร่ายเรื่องเยอะๆหน่อย ให้สมกับที่ฝรั่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้ว นอนตายตาหลับ See Angkor and die
พักสักหน่อยนะครับ แล้วจะกลับมานำเที่ยวที่อื่นต่อ จะเที่ยวนครวัด ก็เผื่อเวลาหน่อย มันใหญ่น่ะครับนำเดินเข้าใกล้ตัวปราสาท ที่สร้างอย่างกับต้องการเป็นภูเขาพระสุเมรุ
ฉนั้นต้องขึ้นไปชมเป็นชั้นๆ ดูงานแกะสลักตามผนังของระเบียง ที่เปิดโปร่งด้านนอก (ถ้าเทียบกับระเบียงคดของวัด ในไทย เช่น ที่วัดพระแก้ว ระเบียงคดจะเปิดโปร่งด้านใน คือ ต้องเดินผ่าประตูเข้าไปเสียก่อนแล้ววกดูงานเขียนสีจิตรกรรมฝาผนังๆ ที่ปิดด้านนอก)
ที่ระเบียงชั้นแรก มีทางเข้าทางประตูทิศตะวันตก 3 ประตูเช่นเดียวกับทางทิศตะวันออก แต่ทิศเหนือและทิศใต้มีเพียงประตูเดียว โดยรอบระเบียงมีภาพสลักหินใหญ่ๆ รวม 8 ภาพด้วยกันเกี่ยวกับอวตารของพระนารายณ์ และประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพราะพระองค์ผู้สร้างปราสาทนครวัดทรงถือว่า พระองค์ก็เป็นอวตารของพระนารายณ์เช่นกัน การเดินชมภายในปราสาทนครวัดจะเดินเวียนซ้าย โดยถือเอาตัวปราสาทองค์กลางไว้ด้านซ้ายมือของเรา เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพ ภาพสลักที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์
ระเบียงด้านตะวันตกส่วนใต้ เป็นภาพยาวประมาณ 50 เมตร เป็นภาพสลักแบนมาก มีการใช้พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหลังภาพ คือ สลักโดยไม่มีเว้นที่ว่างเปล่าเลย เป็นภาพเล่าเรื่อง มหาภารตะ ตอนพระอรชุนของฝ่ายปาณฑพ กับแม่ทัพฝ่ายเการพชื่อ ภีษมะ รบพุ่งกันที่ทุ่งกุรุเกษตร โดยฝ่ายเการพอยู่ด้านซ้ายของภาพ และฝ่ายปาณฑพ อยู่ด้านขวาของภาพ ด้านซ้ายของภาพเป็นภาพของภีษมะถูกยิงด้วยศร, ภาพทุรโยธน์, ภาพโทรณะไว้ผมแบบพราหมณ์ ไม่สวมมงกุฎ, ภาพกรรณะ ส่วนทางขวาคือ พระอรชุน และพระกฤษณะซึ่งมี 4 กร ทำหน้าที่เป็นสารถีให้พระอรชุน, ภาพภีมะ
มหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสต์กาล บางตำราก็เชื่อว่าแต่งขึ้นตั้งแต่ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสต์กาล เป็นวรรณคดีที่มีความยาวทั้งสิ้น 100,000 โศลก ประมาณ 220,000 บรรทัด แบ่งเป็นตอนได้ 18 บรรพ มีความยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่ รวมกัน 7 เท่า เชื่อกันว่าผู้แต่งคือ ฤาษีเวท วยาส หรือกฤษณะไทวปายนะ วยาส ผู้เป็นปู่ของสองพี่น้องตระกูลเการพ และปาณฑพ และเป็นเหลนของท้าวภรต ที่เป็นชื่อต้นของวรรณคดีนี้ (ภารต) และท้าวภรตผู้นี้เป็นโอรสของท้าวทุษยันต์ และนางศกุนตลา ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง ศกุนตลา ของรัชกาลที่ 2
เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกษัตริย์ 2 ตระกูลที่เป็นญาติพี่น้องกัน คือ พวกเการพ (เการว) ตัวแทนของอธรรม ความชั่ว และความมืด และพวกปาณฑพ (ปาณฑว) ตัวแทนของธรรมะ ความดี และความสว่าง ทั้งสองตระกูลต่างนำกองทัพเข้าทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงเมืองที่พวกเการพใช้อุบายโกงเอาไปจากพวกปาณฑพ การรบกระทำติดต่อกันนานถึง 18 วันที่สมรภูมิทุ่งกุรุเกษตร แถบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือของอินเดีย
ก่อนที่สงครามจะเริ่ม อรชุนเกิดความท้อแท้ เศร้าสลด สับสน และขัดแย้งทางจริยธรรมที่ญาติพี่น้องต้องมาประหัตประหารฆ่าฟันกันเองจนไม่อยากออกรบ พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุน ต้องแสดงองค์เป็นพระวิษณุให้อรชุนเห็นแล้วปลุกปลอบให้กำลังใจ สอนให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของความเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ต้องทำสงครามเพื่อราชอาณาจักร แม้จะฆ่าคนก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะจิตมุ่งที่หน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทรงสั่งสอนพระอรชุนด้วยปรัชญาชีวิตอันเป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ปรัชญาที่ว่านี้คือ คัมภีร์ภควัทคีตา หรือ บทเพลงสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นบทประพันธ์ที่มีความไพเราะ มีความหมายทางปรัชญาการดำรงชีวิต ให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า)
บริเวณมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเหนือเป็นภาพพระรามตามกวางทอง / ภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ / ภาพกูรมาวตาร หรือกวนเกษียรสมุทร มีภาพพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ส่วนตะวันตกเป็นภาพทศกัณฐ์แปลงเป็นตุ๊กแกแอบเข้าไปในห้องของพระอินทร์ / ภาพพระกฤษณะยังทรงพระเยาว์กำลังลากครกหิน / ภาพทศกัณฐ์กำลังโยกเขาไกรลาศ ส่วนใต้เป็นภาพพระกามเทพกำลังแผลงศรใส่พระศิวะ / ภาพการฆ่าประลัมพ์ และพระกฤษณะกำลังดับเพลิง / ภาพการต่อสู้ระหว่างสุครีพกับพาลี มีพระรามกำลังแผลงศรฆ่าพาลีตายในอ้อมแขนของนางตารา ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระกฤษณะรับเครื่องบูชาที่เตรียมไว้บูชาพระอินทร์ / ภาพงานรื่นเริงทางน้ำแห่งทวารวดี และการชนไก่
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันตก เรียกกันว่า “ระเบียงประวัติศาสตร์” สลักเรื่องของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทางด้านซ้ายในชั้นต้นจะสลักเป็น 2 แนว ซึ่งถือกันว่าคงสลักขึ้นในรุ่นหลังของปราสาทนครวัด เป็นภาพขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในมือจะถือสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตุ๊กแก ประทับอยู่บนแท่นที่ทำด้วยไม้แต่ขอหล่อด้วยสำริด แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน มีภาพสลักรูปคนทำมือประสานกันที่หน้าอกเป็นการแสดงความเคารพ ทางด้านข้างมีข้าราชสำนักและพวกพราหมณ์อยู่ด้วย พราหมณ์เหล่านี้มีใบหน้ายาว จมูกเล็กงุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดไว้ผมยาว บางคนนุ่งผ้าโจงกระเบนด้วยผ้าที่มีลวดลายประดับอย่างมีระเบียบ และคงจะเป็นขุนนางชั้นสูง บุคคลอื่นที่นุ่งผ้าธรรมดาและไม่มีเครื่องประดับเลยคงเป็นนักบวช คนหนึ่งกำลังนั่งคลำลูกประคำอยู่ บางจุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เข้าไปในหิน แต่ก่อนอาจมีโลหะฝังอยู่ด้วยแล้วชาวนาได้ขุดตัดออกไปหล่อทำจอบทำเสียมก็เป็นได้ บางคนกล่าวว่าอาจเป็นการนำเอาพวกเพชรนิลจินดามาซ่อนแล้วเอาหินปิดไว้ก่อนเกิดสงคราม
ตรงกลางเป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงช้างออกศึก มีจารึกบอกพระนาม ทรงสวมมงกุฎ แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน ทรงถืออาวุธประเภทง้าว มีรูปธงเป็นเสาไม้หล่อรูปครุฑกำลังบินวางเสียบอยู่บนหัวเสา เป็นธงแบบกระบี่ครุฑยุดพ่าห์ของไทย มีแม่ทัพที่มียศศักดิ์สูงต่ำต่างกัน โดยสังเกตได้จากจำนวนฉัตรหรือกลดที่อยู่ล้อมรอบ มีจารึกเล็กๆ บอกชื่อแม่ทัพทุกคน ถัดไปเป็นขบวนโหราจารย์ พราหมณ์ถือกระดิ่งในมือ ซึ่งการเคลื่อนทัพนั้นเกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาด้วย ด้วยเหตุนั้นจึงเห็นมีบรรดาพวกพราหมณ์เดินควบคู่ไปกับภาชนะรูปโค้งชนิดหนึ่ง ซึ่งจารึกกล่าวว่าเป็นที่บรรจุไฟอันศักดิ์สิทธิ์
หน้าขบวนทัพมีทหารต่างชาติกำลังเดินอยู่ ใบหน้าเป็นแบบพวกมองโกลอยด์ ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ผมเกล้าสูงขึ้นไป ประดับด้วยขนนกหรือใบไม้ เครื่องแต่งตัวประกอบด้วยผ้า ซึ่งมีอุบะยาวห้อยอยู่โดยรอบ แต่งกายผิดกับทหารกลุ่มอื่นๆ นุ่งผ้าคล้ายกางเกง มีหวายร้อย คาดเข็มขัดมีชายสวยงาม สวมเสื้อกั๊ก แม่ทัพมีกลดกางกั้น มีจารึกสั้นๆ บอกให้ทราบว่า พวกนี้ คือ “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพชาวสยาม เชื่อว่าเป็นกองทัพอาณาเขตตอนเหนือของเมืองพระนคร ซึ่งขณะนั้นขอมปกครองอยู่ ได้ส่งกองทัพมาช่วยรบ แต่ปัจจุบันจารึกนี้ได้ถูกขูดออกไป กองทัพขบวนอื่นจะเดินเรียงแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ขบวนของเสียมกุกจะเดินไม่เป็นระเบียบ หันหน้ามาพูดคุยกันบ้าง เดินก็ไม่พร้อมกัน ไปกันคนละทิศละทาง ส่วนทหารอื่นๆ สวมหมวกรูปร่างแปลกประหลาด มีเครื่องประดับอยู่ข้างบนเป็นรูปหัวนกหรือหัวสัตว์ ถือหอกและโล่ และมักมีมีดเล็กๆ ห้อยอยู่หน้าคอขนานไปกับสายสร้อย
ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นภาพใหญ่ยาวประมาณ 60 เมตร ทำเป็น 3 แนวซ้อนกันตามแนวนอน คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก เป็นภาพการพิพากษาคนตายโดยพระยม เทพเจ้าแห่งความตายที่ทรงกระบือ (ควาย) เป็นพาหนะ มีจารึกบอกชื่อสวรรค์และนรกไว้รวม 36 แห่ง จากจำนวนนรก 32 ขุม และสวรรค์ 37 แห่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้วจะเข้าไปรวมกับพระยม มีจารึกชื่อ “ยมราช” เป็นผู้ตัดสิน ผู้ใดซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ใดคิดคดก็ให้ลงนรก
ภาพสลักในช่วงต่อมาจะแบ่งออกเป็น 2 แนว จะเห็นพระยมกำลังบัญชาการให้ผู้ช่วย 2 คน ซึ่งเป็นนายทะเบียนคือ ธรรมะ และจิตรคุปต์ รับคนทำบาปไปทรมานด้วยวิธีต่างๆ ตามที่ได้ทำบาปอะไรมา โทษก็จะหนักเบาตามนั้น เช่น ถูกหักกระดูก เลื่อยตัดร่างกาย ตะปูตอกศีรษะ เหล็กเผาไฟจี้ที่ท้อง เป็นต้น ส่วนพวกที่ทำกรรมดีก็จะถูกแยกไปขึ้นสวรรค์ มีที่อยู่ประดับด้วยธงทิว ล้อมรอบด้วยนางอัปสรและดอกไม้ ภาพสลักเหล่านี้เริ่มเป็นภาพขนานมีเส้นแบ่งภาพ มีภาพเทวดา สวรรค์ นางฟ้า ด้านล่างเป็นนรก มีแนวครุฑแบก สิงห์แบกแบ่งระหว่างสวรรค์กับนรก
บนเพดานของระเบียงจะเห็นว่าทำด้วยปูน แต่ทำลวดลายประดับเหมือนของเดิมที่ทำด้วยไม้ เพราะฝรั่งเศสได้มาซ่อมขึ้นใหม่ทีหลัง แต่เนื่องจากไม้มีราคาแพง หาได้ยาก ไม่อยากสิ้นเปลือง จึงหล่อด้วยปูน แต่ยังคงแบบและลวดลายเหมือนของเดิม
ดูข้ามไปยังกรอบต่อไปครับ บ่ายนี้ เยือนนครวัด มหัศจรรย์อลังการรู้สึกว่าให้เวลาทานอาหารกลางวัน นานทีเดียว....ว่ามั้ยครับ
กลางวันนี้จะนำขึ้นรถไปเที่ยวต่อในอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครและนครธม
ทางการท่องเที่ยวของกัมพูชา ได้กำหนดให้นักท่องเที่ยว จ่ายค่าเข้าชมเมืองโบราณของเค้า เริ่มต้นที่ราคาผ่านเข้าชม 1 วัน 20 เหรียญสหรัฐ ถ้าชม 3 วันคิดเหลือ 40 เหรียญ
โดยรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น รถใหญ่ รถเล็ก รถเครื่อง สามล้อ สองล้อ รถถีบ ต้องผ่านไปจุด Check Point ตัวบัตรผ่านจะให้ติดรูปแต่ละคน เพื่อไม่ให้หมุนเวียนใช้โดยจ่ายแค่บัตรใบเดียว ไม่พกรูปมาก็มีบริการถ่ายรูปให้ ทางที่ดีพกรูปมาดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเกินไป และต้องเก็บบัตรไว้ให้ดี เพราะยังคงมีการตรวจบัตร ที่ทางเข้าศาสนสถานทุกแห่งอีกด้วย
นั่งรถจากสถานที่รับประทานอาหาร ตัวเมืองเสียมเรียบ มาก็ประมาณ 7-8 นาที จากเมืองเสียมเรียบจะไปเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ก็มักใช้เส้นทางที่ผ่านโรงพยาบาลเด็กชัยวรมันที่ 7 ทุกครั้ง เห็นรูปพระเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากอาคารจนชินตา ถัดเลยไปนิดเดียวก็เป็นพื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน อังกอร์ สุดหรูของประเทศก็ว่าได้ โรงแรมนี้คนไทยกลุ่มธุรกิจเบียร์ช้างมาลงทุน
จากจุด Check Point แล่นรถต่อไปอีก 5 นาที ก็เริ่มจะเห็น คูน้ำขนาดใหญ่ กว้างใหญ่กว่าลำน้ำเสียบเรียบที่ไหลผ่านตัวเมืองเสียอีก
คูน้ำ ที่เห็นนี้ก็คือ คูน้ำที่ล้อมรอบอาณาเขตของ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) สิ่งมหัศจรรย์ที่เค้ายกย่องกันว่าเป็นยอดแห่งยุคปัจจุบัน
ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) โปรดให้สร้างขึ้นถวายแด่พระนารายณ์ เพราะพระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายซึ่งแตกต่างไปจากกษัตริย์เขมรองค์ก่อนๆ และปราสาทนครวัดเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก สันนิฐานว่าอาจเพราะสร้างเพื่อใช้เกี่ยวกับกิจพิธีในการศพ
แผนผังของปราสาทนครวัดเป็นการผสมกันระหว่างฐานเป็นชั้น (หมายถึงภูเขา) กับเทวาลัยอันตั้งอยู่บนพื้นดิน ได้แก่ ระเบียงตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ปราสาทนครวัดมีฐาน 3 ชั้น แต่ละชั้นประกอบไปด้วยระเบียง โคปุระ 4 แห่ง (โคปุระ เป็นส่วนประกอบในเขตศาสนสถาน ที่นักวิชาการกำหนดเป็นคำเรียกขึ้นมา เพื่อให้ทราบว่าเป็นส่วนไหนในแผนผังของศาสนสถาน ซึ่งช่างขอมมักสร้างเป็นซุ้มประตูตรงแนวกำแพงมีผังเป็นรูปกากบาท และมีลักษณะแบบเดียวกันแทบทุกศาสนสถาน เมื่อบอกว่า โคปุระ เป็นอันเข้าใจว่าอะไร ส่วนที่มาของคำ มีสันนิษฐานกันนานา) และอาคารที่มุมระเบียง ฐานชั้นบนมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่ข้างบน หลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม ส่วนฐานอีก 2 ชั้นล่าง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะเหตุว่าได้ยื่นยาวออกไปทางทิศตะวันตก ส่วนที่ยื่นออกไปนั้นทำให้สามารถสร้างบรรณาลัย (หอสมุด) ขึ้นได้ 2 หลังบนฐานชั้นกลาง และอีก 2 หลังซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบนฐานชั้นแรก สองข้างระเบียงด้านหน้าทางทิศตะวันตกซึ่งตัดกันเป็นรูปกากบาท
ที่บรรยายมานี้ ก็น่าจะทำให้เห็นภาจพจน์ ว่าแผนผังของปราสาทนครวัดเป็นแบบคอมเพล็กซ์ เมื่อประมาณร่วม 900 ปี ที่แล้ว ร้วมสมัยเดียวกันกับโบสถ์ศิลปแบบโกธิค “โนตเตรอดาม (Notre Dame)” แห่งปารีส ของประเทศฝรั่งเศส แผนผังของปราสาทนครวัดจึงเป็นผังของศาสนสถานเขมรที่สวยงามที่สุด
ปราสาทนครวัดเป็นตัวอย่างของศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ ที่ดีที่สุด หรือที่เรียกกันว่าศาสนบรรพตที่ดีที่สุด คือ ดูเป็นเขาพระสุเมรุอย่างแท้จริง เพราะสูงใหญ่ มียอด 5 ยอด แต่ละยอดสูงกว่า 60 เมตรเหนือพื้นดิน
ใต้ปราสาทหลังกลางได้ขุดค้นพบกรุซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับพื้นดินเบื้องล่าง ที่ก้นกรุได้ค้นพบที่วางศิลาฤกษ์ซึ่งประกอบด้วยแผ่นทองคำหลายแผ่น ปราสาทนครวัดไม่ได้เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวของขอมที่มีกรุอยู่ข้างใต้ศาสนสถานหลังกลาง ในฐานเป็นชั้นของปราสาทปักษีจำกรงก็ได้ขุดค้นพบกรุเช่นเดียวกันซึ่งลึกลงไปถึงใต้ดิน แต่ก่อนหน้านั้นอาจเป็นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-14 ก็มีกรุเล็กๆ ซึ่งสร้างอยู่ใต้ฐานของศาสนสถานหลังกลางที่ปราสาทออกยมแล้ว
คิดกันว่ากรุกลางปราสาทนี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีเคารพบูชาผู้ที่ตายไปแล้ว ปราสาทนครวัดมีลักษณะซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการศพได้ คือ ประตูเข้าที่สำคัญของปราสาทแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ที่ตายไปแล้ว
ปราสาทนครวัด มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 1,500 เมตร กว้าง 1,300 เมตร ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำที่มีความกว้างถึง 200 เมตร ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ยาวทั้งหมด 6 กม.
คูน้ำนี้มีถนนตัดผ่านอยู่ 2 แห่ง คือ ทางทิศตะวันออกเป็นถนนถมดิน เพื่อนำหินทรายขึ้นมาจากแม่น้ำเสียมราฐ ส่วนทางทิศตะวันตก เป็นด้านหน้าของปราสาท ถนนปูด้วยแผ่นหินทราย ยาว 200 เมตร กว้าง 12 เมตร ขอบสองข้างของถนนมีเสากลมรองรับอยู่ ข้างล่างปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก คือ ด้านหน้าสร้างเป็นลานรูปกากบาท มีบันไดขึ้น และมีสิงห์ทวารบาลประดับพร้อมกับราวสลักรูปนาคอยู่ทั้งสองด้าน ซึ่งสิงห์ดังกล่าวมีลักษณะเบือนหน้าออกด้านข้าง ไม่หันตรง รูปแบบสิงห์เบือนนี้คล้ายกับสิงห์ที่เจดีย์วัดธรรมิกราช พระนครศรีอยุธยา เพราะสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ผู้ทรงบูรณะวัดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม พระองค์เคยตีเมืองพระนครได้ในปีพ.ศ.1974
กำแพงชั้นนอกสุดสร้างด้วยศิลาแลงเป็นกำแพงสูงห่างจากคูชั้นนอกประมาณ 30 เมตร ตรงกลางทางทิศตะวันตก มีประตูและกำแพงยาว 235 เมตร จากทิศใต้ไปยังทิศเหนือประกอบด้วยประตูซุ้มตรงกลาง 3 ยอด ประตูกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ ประตูขนาบข้าง 2 ประตูสำหรับพวกพราหมณ์และประชาชน มีอาคารอยู่ทางด้านสุด 2 อาคารติดราบกับพื้นดินเพื่อให้ช้างเดินผ่านได้ และมีระเบียงเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างประตูซุ้มกับอาคารเหล่านี้ ระเบียงทางเดินจะมีสิงโตมีรัศมีที่หน้าอก มีรูปดอกบัว สร้างถวายพระนารายณ์ เพราะหน้าบันเป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ทั้งนั้น
ถัดไปมีเทวรูป 8 กร ตรวจดูแล้วน่าเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บางคนเข้าใจว่าเป็นพระนารยณ์ บางคนก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์
เดินทะลุออกไปก็จะพบภาพสลักชุดเทพธิดา หรือนางอัปสรที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งของปราสาทนครวัด เป็นทั้งรูปเดี่ยวบ้าง รูปหมู่สอง, สาม, สี่บ้าง แต่งกายเป็นแบบนครวัดทั้งสิ้น คือ นุ่งผ้าลายดอกไม้ชักชายออกมามากทั้งสองข้างของลำตัว ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับเศียรเป็นรูปดอกไม้กลมเรียงกัน 3 ดอก และมียอดแหลมอยู่ข้างบน ซึ่งทรงผมและเครื่องแต่งกายจะแตกต่างกันถึง 36 ชุด แต่ละนางมีรอยยิ้มแต่ไม่เห็นฟัน มีเพียงสองรูปทางด้านขวามือข้างกรอบประตูที่มีรอยยิ้มเห็นฟันหลายซี่ เครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่ของรูปบุรุษในสมัยนครวัดตอนต้น เป็นการนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นซึ่งเรียกว่า สมพต (โดยนุ่งให้เว้าลงมาที่หน้าท้อง ชักชายผ้าออกมาเป็นวงโค้งเบื้องหน้าเหนือต้นขาด้านขวา) เป็นที่น่าสังเกตว่าผ้านุ่งของประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดตอนต้นโดยทั่วไปมักจะทำเป็นผ้าจีบเป็นริ้วเสมอ แต่ก็มักจะพบว่าบนประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงก็ตาม ในบางครั้งอาจยักย้ายทำเป็นผ้าเรียบโดยไม่สลักริ้วผ้าให้ปรากฎแต่อย่างใด
ส่วนสร้อยคอที่ทำเป็นแผงขนาดใหญ่ มีอุบะสั้นห้อยประดับนั้น เป็นลักษณะของสร้อยคอของรูปประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดอย่างแท้จริง ซึ่งลักษณะของสร้อยคอที่มีอุบะสั้นห้อยประดับนี้จะเป็นที่นิยมกันมากตั้งแต่ศิลปะแบบนครวัดลงมาจนถึงศิลปะแบบบายนในที่สุด
ทางเดินสู่ตัวปราสาท ปูด้วยหินทรายไปทางทิศตะวันออก มีรูปนาคสลักสมัยนครวัด คือ มีรัศมีอยู่รอบเศียรนาค และมีเศียรอยู่ทั้งสองด้านของลำตัวอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมห่างๆ กัน ทั้งสองข้างทางเดินมีบันไดลงไปยังพื้นดินข้างละ 6 บันได สองข้างทางเดินมีอาคารสร้างด้วยหินทราย เรียกว่า “บรรณาลัย” หรือ “หอสมุด” มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างยาว ความจริงอาจจะเป็นห้องประชุมสำหรับผู้มาแสวงบุญก็ได้
ลานหน้าปราสาทนครวัด มีแผนผังเป็นรูปกากบาทซ้อนกัน 2 ชั้น อาจจะใช้เป็นที่มีการฟ้อนรำตามกิจพิธี ซึ่งกษัตริย์ขอมอาจประทับเวลาทอดพระเนตรการฉลองหรือขบวนแห่ก็ได้
ขอเบรกเข้าห้องน้ำสักหน่อย ความจริงไม่อยากจะเข้านะครับ แต่เค้าบอกว่าพื้นที่สำหรับกรอบนี้มีจำกัด ก็เลยต้องเบรกแล้วไปต่อในกรอบหน้า พบกันในกรอบต่อไปครับ 1月6日 เที่ยวข้ามปีกับสวัสดีฮอลิเดย์ชมอุทยานประวัติศาสตร์ เมืองพระนคร (Angkor) และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)
ขอเล่าเรื่องของการเที่ยวตามรายการของ บริษัทสวัสดีฮอลิเดย์ นะครับ
เครื่องบินที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯบินสู่เมืองเสียมเรียบ เป็นของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันนี้ (เสาร์ที่ 31 มค.2548) จัดเป็นเครื่องบินแบบ Airbus 320 ซึ่งจุผู้โดยสารได้ประมาณ 120 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางเพียง 35 นาที ช่วงที่บินอยู่นี้ ทางสายการบินได้เสิร์ฟ อาหารว่างในกล่องกระดาษ (มี ขนมพาย แซนด์วิช น้ำเปล่า น้ำผลไม้กล่อง พร้อมเสิร์ฟ ชาและกาแฟ)
08.20 น.เครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติเมืองเสียมเรียบ ซึ่งรันเวย์สำหรับรับเครื่องบินนั้นยังมีความยาว ไม่พอรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เครื่องแบบ Airbus 320 ก็น่าจะถือว่าเป็นเครื่องขนาดใหญ่แล้ว สำหรับรันเวย์ที่เสียมเรียบ นอกนั้นก้จะเป็นเครื่องบินขนาดย่อมลงไป เช่น โบอิ้ง 717 และเครื่องบินแบบใบพัดอื่นๆ
อาคารของสนามบินเมืองเสียมเรียบ ก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก แน่นอนก็ไม่มีสะพานที่เราเรียกว่า งวง เชื่อมต่อระหว่างเครื่องบินกับอาคาร ต้องเดินลงบันไดเครื่องงบินและเดินต่อไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า พอเข้าไปถึงข้างในก็จะมีช่องเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ขอมีวีซ่าล่วงหน้า มาทำการขอ ณ ที่สนามบินได้ สำหรับพวกที่มีวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเลย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปบันทึกเข้าไปในเครื่องคอมพ์พิวเตอร์ ซึ่งติดตั้งก่อนที่เมืองไทย แต่พร้อมใช้หลังกว่าที่เมืองไทย
เมื่อผ่านการตรวจแล้ว เดินถัดไปนิดเดียวก็เจอรางรับกระเป๋าเดินทาง แล้วก็เดินต่อออกมาก็ถึงทางออก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรคอยเก็บแบบฟอร์มศุลกากร ซึ่งไม่ได้ตรวจเข้มงวดอย่างไร
จากหน้าประตูก็จะเห็น ผู้คนถือป้ายรับผู้โดยสาร ลูกค้าของตน ต้องเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงที่จอดรถบัส รถบัสที่ใช้รับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นขนาดที่มีที่นั่งไม่เกิน 30 ที่ เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ทางทัวร์ก็จะจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นมาร่วมอำนวยความสะดวกด้วย มัคคุเทศก์นี้เป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาไทย นั่งรถออกจากถนนของสนามบิน สัก 5 นาที ก็ถึงถนนสายที่ 6 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างพรมแดนไทย-กัมพูชา ตรงปอยเปตสู่เมืองเสียมเรียบ ระยะทางไม่เท่าไหร่แค่ 150-160 กม. แต่เนื่องจากผิวถนนนั้นไม่(มีทาง)ดี จึงใช้เวลาขับรถประมาณ 6-7 ชั่วโมง
ถนนสายที่ 6 เป็นถนนนำไปสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ ซึ่งสองข้างทางมีโรงแรมขึ้นไวเหมือนดอกเห็ด เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวมากหน่อย นอกนั้นเป็น 3 ดาวและเกสต์เฮาส์
โรงแรมที่ทางสวัสดีฮอลิเดย์จัดให้พัก มีชื่อว่า ซิตี้รอแยล City Royal อยู่บนถนนสายที่ 6 เช่นกัน เป็นระดับ 4 ดาว ห้องพักดี มีทีวีที่สามารถรับสถานีจากไทยได้เกือบทุกช่อง
เมืองเสียมเรียบ (ประชากรประมาณ 8 แสนกว่าคน) ที่ออกเสียงแบบเขมรและแปลแบบเขมร มีความหมายว่า เมืองที่สยามแพ้ราบคาบ ความจริงมีทั้งแพ้และชนะ และเมื่อเคยชนะ ทางไทยก็เรียกว่า สยามรัฐ รัฐของไทย (แต่นิยมก็เรียกแบบผสมไทย-เขมร ว่า เสียมราฐ)
ซัวสะเดย เป็นรากคำให้คนไทยใช้ทักทายทั่วไปว่า สวัสดี แล้วก็เติมช่วงเวลาไว้ข้างหน้า เช่น อรุณซัวสะเดย, ทิเวีย (ทิวา) ซัวสะเดย, สายันซัวสะเดย, ร๊เตีย (ราตรี) ซัวสะเดย
ฉนั้นขอ ซัวสะเดยฉะนัมฉะมาย ซึ่งแปลว่า สวัสดีปีใหม่ นะครับ
สถานที่เที่ยวซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีพื้นที่ที่สามารถแยกออกตะหากจากตัวเมืองเสียมเรียบ
ที่ที่จะไปเที่ยวชมกันเป็นอาณาจักรโบราณของชาวขอม (เขมร) เขมรเรียกว่า นอกอร์ และ นอกอร์ธม ไทยเรียกว่า นครและนครธม (นครหลวง) ฝรั่งเรียกว่า อังกอร์ (Angkor) และอังกอร์ธม (Angkor Thom) สำเนียงแบบฝรั่งเศส เพราะว่าพวกฝรั่งเศสเข้ามาศึกษา ค้นและคว้าก่อน ฝรั่งอื่น
ชาวเขมรโบราณหรือขอม ตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้มาร่วม 2 พันปี มีวิวัฒนาการเจริญทีละขั้น ด้วยอิทธิพลของอินเดียและชวา จนมีความเจริญรุ่งเรืองก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจในพื้นที่ ก็เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว (ราวพุทธศตวรรษที่ 14) เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) มารวบรวมชุมชนต่างๆและก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่มีความเป็นปึกแผ่นขึ้น
และต่อมาอีกเกือบร้อยปีให้หลัง พระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 (พศ.1432-1443) ก็ให้กำเนิดเมืองยโสธรปุระ ที่รู้จักกันในปัจจุบันกว่า นอกอร์ หรือเมืองพระนครหรืออังกอร์ Angkor
ระหว่างที่เป็นเมืองพระนครที่รุ่งเรือง มีสิ่งก่อสร้างโดยเฉพาะศาสนสถาน ทั้งที่เป็นเทวาลัย ของศาสนาพราหมณ์ และพุทธสถาน ก็ยังคงมีสงครามกับศัตรูอยู่เสมอมา ศัตรูที่สู้รบกับขอมมายาวนานก็คือชาวจาม ที่ว่ากันว่าอพยพขึ้นมาจากทางตอนใต้และก็ไปตั้งรกรากอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรของชาวขอม ปัจจุบันเป็นดินแดนของประเทศเวียตนาม
ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พศ.1724-1761) หลังจากที่พระองค์กลับเข้ามาครอบครองเมืองพระนคร โดยขับไล่ทหารจามออกไป จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นในพื้นที่ของเมืองพระนคร แต่มีขนาดย่อมลงแล้วมีกำแพงเมืองและคูเมือง เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างประมาณ 3 กม.ทุกด้าน เมืองนี้ก็คือ เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์ธมนั่นเอง
ทางทัวร์จะพาท่องเที่ยวโบราณสถานของอาณาจักรขอม ตั้งแต่มีขนาดย่อม จนถึงขนาดยักษ์ใหญ่ ตามระดับยุคสมัยครับ แต่คงไม่ครบทุกที่นะครับหรือว่าต้องการ น่ะ.... มันมีเป็นหลายร้อยนะครับ เอาแค่ที่เป็นไฮไลท์ก็น่าจะพอนะครับ
ไปที่เมืองหริหรารัยก่อนเลยครับ ออกนอกเสียมเรียบไปทางตะวันออกประมาณ 20 นาที ย้อนยุคไปประมาณ 1,100 ปี อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) จากชื่อของเมืองก็คือเมืองแห่งพระนารายณ์ (หริ) และ พระศิวะ (หระ) เมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) หลังจากรวมอาณาจักรได้แล้ว เลยแผ่อิทธิพลการปกครองแบบสร้างคติเทวราช พระเจ้าแผ่นดินคือเทพนั่นเอง ที่อยู่ของเทพผู้เป็นใหญ่ต้องอยู่ที่เขาพระสุเมรุ เลยเริ่มให้มีการสร้างศาสนสถานตามคตินี้
ปราสาทพระโค พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) หลานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาท นี้ (เรียกศาสนสถานตามที่มีรูปร่างอาคารแบบปราสาท ไม่ได้เป็นที่อยู่ของคนนะครับ ใช้ทำพิธีบูชาเทพ) ตามคติที่จักรวาลมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ โดยบูชาพระศิวะ (เปรียบว่าตนเป็นส่สวนหนึ่งของพระศิวะ) แล้วเป็นการอุทิศให้กับบรรพบุรุษและบรรพสตรี ผังของปราสาทที่สังเกตุได้คือ ภายในกำแพงชั้นใน จะมีปราสาท 6 หลัง อยู่บนฐานเดียวกัน ซึ่งยังไม่ทำฐานสูง ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐแล้วตบแต่งด้วยลายปูนปั้น ปราสาทเรียงเป็นหน้ากระดาน 2 แถวๆหน้าอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ และแถวหลังอุทิศให้แก่บรรพสตรี
ปราสาทที่อยู่ในอาณาจักรขอม ถูกค้นพบและซ่อมแซมภายหลัง และเมื่อไม่ทราบชื่อของสถานที่ ก็ต้องตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อให้สามารถระบุถึงแต่ละปราสาทได้
และที่เรียกชื่อปราสาทหลังนี้ว่า ปราสาทพระโค เพราะด้านหน้าของฐานที่เป็นที่ตั้งของปราสาทสำคัญทั้งหก มีรูปสลักประติมากรรมลอยตัวของโค (โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ) หมอบอยู่ 3 รูปด้วยกัน
ภายในกำแพงชั้นในของศาสนสถานขอม มักจะสร้างอาคารอยู่ด้านหน้าปราสาทส่วนสำคัญ อาจจะเป็น 2 หลังคู่ หรือ 4 หลังคู่ และมีประตูทางเข้าอยู่ด้านที่ประจัญกับทางเข้าของปราสาทสำคัญ อาคารที่ว่านี้ คืออาคารห้องสมุด หรือ บรรณาลัย ที่เป็นที่เก็บหนังสือ คัมภีร์ต่างๆ ตัวผนังอาคารปรุช่องอากาศไว้ เข้าใจว่าจะเป็นที่พำนักของพราหมณ์ผู้เฝ้าสถานที่และคัมภีร์ด้วย
ปราสาทส่วนสำคัญโดยทั่วไปจะมีประตูเข้าออกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ทิศรุ่งเรือง) อาคารบรรณาลัยจะมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าหาประตูของปราสาทสำคัญ
ข้อสังเกตุ ประตูที่เป็นทางเข้าออกของปราสาทขอมโดยทั่วไป มีประตูเดียวที่ใช้ได้(ด้านทิศตะวันออก) ด้านที่เหลือเป็นประตูหลอกสร้างด้วยหิน ทำทึบและตบแต่งเลียนแบบบานประตูไม้ที่ปิดไว้ เพราะถ้าทำกรอบประตูโปร่งทุกด้าน เกรงว่าจะไม่สามารถรับน้ำหนักหลังคาทรงสูง ที่สร้างเป็นชั้นๆเลียนแบบสววรค์ชั้นต่างๆของเขาพระสุเมรุ
ออกจากปราสาทพระโค นั่งรถต่อไปอีกสักครู่ก็ถึงปราสาทบากอง ปราสาทบากอง พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1424 เป็นศาสนสถานประจำอาณาจักร ประดิษฐานรูปเคารพเทวราชา “อินทเรศวร” สร้างขึ้นในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีคูน้ำและกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ ปราสาทบากองแห่งนี้มีปราสาทประธานขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งการก่อสร้างของปราสาทที่นี่ เริ่มจะมีความเหมือนกับการสร้างเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเพราะสามารถสร้างตัวเทวะสถานให้สูงเป็นชั้นๆได้ มีเขาบริวารล้อมรอบเขาพระสุเมรุซึ่งมียอดเขาไกรลาศเป็นวิมานของพระอิศวรและมีเขาล้อมรอบรวมทั้งมีสัตว์ป่าหิมพานต์ ซึ่งที่ปราสาทแห่งนี้ ทำเป็นรูปช้างทรงเครื่องมองเห็นทั้งตัวอยู่ที่มุมของฐานทั้งสามชั้น
ที่ฐานชั้นบนสุดมีปราสาทขนาดเล็กก่อด้วยหินทรายตั้งเรียงรายโดยรอบ 12 หลัง มีปราสาทอิฐ 8 หลังที่มีขนาดใหญ่ สร้างอยู่บนพื้นดินล้อมรอบศาสนสถานที่อยู่บนฐาน 5 ชั้น ซึ่งปราสาทอิฐนี้จะตั้งอยู่ทิศละ 2 หลัง ฐานด้านในทำด้วยศิลาแลงแล้วใช้หินทรายปิดด้านนอกอีกทีหนึ่ง ปราสาทด้านบนแต่เดิมคงสร้างด้วยอิฐที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน แต่ปัจจุบันได้พังหมดแล้ว ที่เห็นในปัจจุบันคงเป็นการสร้างเพิ่มขึ้นภายหลังในสมัยนครวัด สร้างด้วยหินทราย มีภาพสลักเทพธิดาหรือนางอัปสรแต่งกายแบบศิลปะสมัยนครวัด ในช่วงราวพ.ศ. 1650-1700 และมีปราสาทขนาดเล็กอยู่ล้อมรอบอีก 12 หลัง ซึ่งทุกหลังจะประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ด้านใน ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ขอมโบราณ เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ก็จะโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างขึ้น 3 อย่างด้วยกันกล่าวคือ ปราสาทซึ่งใช้เป็นวิมานของเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาที่พระองค์นับถือ โดยสร้างขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษและบรรพสตรี จากนั้นจะโปรดให้สร้างปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์เอง และโปรดให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บาราย ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ช่างผู้ก่อสร้างปราสาท และไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
ปราสาทบากองนี้เป็นตัวอย่างของศาสนสถานที่สร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ที่มีอายุอยู่ในสมัยแรกเมืองพระนครที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด ได้พบประติมากรรมรูปเคารพที่มีชื่อเสียงมาก คือ รูปพระอิศวร และพระชายาทั้งสองพระองค์ คือ พระอุมา และพระคงคา ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ทับหลังด้านทิศตะวันออก สลักเป็นรูปพระศิวะนาฎราช, ทิศตะวันตก สลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในอดีตคงจะมีศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่ในปราสาทด้วย แต่ในปัจจุบันไม่พบแล้ว นอกจากนี้ที่บริเวณองค์ปราสาทยังมีการแกะสลักรูปทวารบาลอยู่ทุกด้าน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เครื่องแต่งกายของทวารบาลนั้นไม่ได้ร่วมสมัยกับสมัยพระโค แต่อยู่ในศิลปะแบบนครวัด จึงเป็นไปได้ว่าปราสาทแห่งนี้คงจะได้รับการซ่อมแซมในสมัยหลังจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ด้วย ส่วนบริเวณด้านทิศใต้ของฐานก่อนจะถึงชั้นที่ประดิษฐานปราสาทประธาน ยังปรากฎร่องรอยการแกะสลักเป็นรูปยักษ์และเทวดา แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นเรื่องราวใด เพราะไม่ปรากฎรายละเอียดมากนัก อาจเป็นภาพการรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ก็เป็นได้
ข้อสังเกต ปราสาทบากองเป็นเทวะสถานยุคต้นๆของการสร้างเมืองพระนคร (อังกอร์) ที่สร้างเป็นผังสี่เหลี่ยม มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบเทวะสถาน เปรียบเหมือนกับมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (คูน้ำนี่แหละครับ เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้คนงานใช้สอย ใช้ดื่ม เมื่อมีน้ำเต็ม) มีสะพานเชื่อมเข้าออกภายในเทวะสถาน อยู่สองด้านคือด้านทิศตะวันออกและตะวันตก และสร้างพญานาคขนาดใหญ่ทอดสองข้างสะพาน ตัวพญานาคมีเจ็ดเศียรลำตัวทอดติดกับพื้นดิน เศียรนาคทั้งเจ็ดโล้นเกลี้ยงเกลาไม่ตกแต่งอะไร นี่คือลักษณะของเศียรนาคยุคต้นๆในศิลปะแบบพระโค สะพานแบบนี้จึงเรียกว่าสะพานนาค
ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเหล่าปราสาทต่างๆ ในเขตเมืองเก่าหริหราลัย ปัจจุบัน เรียกว่า โลเลย ในอดีตมีสระน้ำขนาดใหญ่ประจำเมืองที่เรียกกันว่า อินทรตฏากะ ปัจจุบันแห้งสนิท
มีเทวะสถานอีกแห่งหนึ่ง ใกล้ๆที่ไม่ได้ชมคือ ปราสาทโลเลย ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 ((พ.ศ.1432-1450) เป็นปราสาทขนาดย่อมสี่หลังอยู่บนฐาน(ต่ำ) เดียวกัน ปราสาทนี้ตั้งอยู่กลางอินทรตฏากะ (สระน้ำแห่งพระอินทร์) ที่ไม่ได้เข้าชม ก็เพราะใกล้เวลาอาหารกลางวันและเป็นปราสาทขนาดย่อมที่นักท่องเที่ยวสามารถละเว้นไม่เข้าชมได้
ว่าด้วยคำเขมรที่หมายถึง สระน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ หรือบึง ที่ชาวขอมสร้างขึ้น บาราย เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ขนาดทะเลสาบ ตฏากะ เป็นสระน้ำขนาดบึง ตระพัง เป็นสระน้ำขนาดบ่อ
ออกจากเมืองหริหราลัย (ความจริงไม่เป็นเมืองแล้ว ชื่อเมืองในอดีตนะครับ) กลับเข้าเมืองเสียมเรียบ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร ผิวถนนระหว่างเมืองหริหราลัยกับเมืองเสียมเรียบนั้นค่อนข้างดีและดีกว่าเส้นที่ไปปอยเปตมาก ชาวเสียมเรียบที่อยู่ในเมืองก็ดูหนาแน่น แต่การจราจรนั้นไม่ค่อยติดขัดในตัวเมืองเพราะรถยนต์ในท้องที่มีไม่ค่อยมาก รถเครื่อง มอเตอร์ไซด์ จักรยานมีไม่แน่นเท่าที่เมืองจีน เท่าที่เห็นในเสียมเรียบมี สัญญาณไฟจราจรอยู่สองแห่งเท่านั้น ร้านอาหารที่จะทานตอนกลางวันนี้ จัดให้ที่ร้านอาหารชื่อ โภชนียคารสะมะเพียบ โภชนียคาร คงพอเดาออกว่าอะไร ส่วน “สะมะเพียบ” ตรงกับคำไทยว่า สมภาพหรือเสมอภาพนั่นเอง ที่ร้านนี้ทัวร์ได้จัดเมนูไว้ให้แล้ว ได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, ทอดมันปลากราย ที่ดูแล้วคล้ายกับหมูยอ เพียงแต่เป็นปลากราย, ผัดกะเพราไก่, ผัดผักรวม, ต้มยำน้ำใสซี่โครงอ่อนหมู, ปาฮกลิงหรือผัดปลาร้าทรงเครื่อง, ข้าวเปล่า และผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นสัปะรด แตงโม มะละกอ ถ้าทานจุก็จัดเติมอาหารเพิ่มได้ เห็นเมนูอาหารแล้ว อื๋อ.... คล้ายร้านอาหารไทยนี่นา ขอให้เอร็ดอร่อยกับการรับประทานอาหารนะครับ
อิ่มแล้ว จะกลับมารับไปเที่ยวช่วงบ่ายต่อนะครับ 12月28日 เมืองพระนคร Angkor และเมืองพระนครหลวง Angkor Thom ที่น่าชมบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าไปชมม้ากมาก ทั้งยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งสวย และที่สำคัญก็คืออยู่ใกล้เมืองไทยที่สุด งั้นถ้าจะเลือกชมสิ่งมหัศจรรย์ที่ไหนก่อน ก็ต้องที่แหละ นครวัด (Angkor Wat)
นครวัด (Angkor Wat) อยู่ในประเทศกัมพูชาข้างบ้านเรานี่เอง
หน้านี้ ฤดูนี้ (ปลายปีและต้นปี) เหมาะที่สุด อากาศไม่ชื้น เหนียวเหนอะหนะ ปีใดอากาศหนาวนานก็เยี่ยมเลยสำหรับการไปเยือนเมืองโบราณมหัศจรรย์แห่งนี้
สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง ฝรั่งเค้าจัดเอา นครวัด เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ในยุคกลาง เค้าว่าเฉพาะนครวัด เท่านั้นเองมหัศจรรย์แล้ว
ความจริงสำหรับเราไปเที่ยวกันมิใช่แค่ได้ชมเพียงนครวัดอย่างเดียวนะครับ
ผมมักจะบอกกับฝรั่งว่า Angkor Wat is just one temple นครวัดมันแค่วัดหรือปราสาทเดียวนะ แต่ที่เราไปถึงแล้วจะได้ชม มันมากว่านครวัด ที่มันใหญ่ๆ สวยงาม รูปแบบน่าทึ่ง มีอีกเยอะนะครับ
สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง
นอกจากปราสาทนครวัด ที่อยู่ในเขตเมืองพระนคร (Angkor) ยังมีปราสาทอื่นๆ หลากรูปแบบ ในหลายสมัย และยังมีปราสาทในเขตเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) อีกมากมาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับอาณาจักรของเมืองพระนคร (Angkor) คือมาสร้างอาณาจักรใหม่ในพื้นที่เดิม
เมืองพระนคร (Angkor) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 15 (ราวๆ 1.100 ปีทีแล้ว)
ส่วนเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวๆ 800 ปีทีแล้ว)
ทั้งสองเมืองเป็นเมืองโบราณที่ถูกบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ที่เลื่องชื่อลือนาม
ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ
See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย
See the World and die old นักท่องเที่ยว เมื่อได้ไปเยือน
พูดกันปากต่อปากว่า สูดดดดดยอดดดดด
ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย See the World and die old
ผมก็ให้เรตติ้งว่าเป็นเมืองโบราณสุดคลาสิค มีคะแนน 9.999 ในคะแนนเต็ม 10 เมื่อเทียบกับเมืองโบราณที่ผมได้ไปเห็นมา (อาจะมีเปลี่ยนใจ เพราะก็ยังมีอีกหลายที่ ที่ยังไม่ได้เห็นหรือได้ยินจากทางสื่อต่างๆ)เปรียบเทียบกันระหว่างเมืองโบราณต่อเมืองโบราณนะครับ และมิได้นับเอาเฉพาะเก่าอย่างเดียว นี่เป็นความเห็นในเชิงการท่องเที่ยวนะครับ
การไปเยือนเมืองโบราณพระนคร (Angkor) และพระนครธม (Angkor Thom)
จากเมืองไทยไปได้ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ
ทางบก ได้แก่ จากส่วนไหนก็ตามของเมืองไทยก็มุ่งหน้าไปยังพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมี อยู่สองพรมแดนที่ใช้กัน คือด่านจังหวัดอรัญประเทศข้ามไปยังปอยเปต ของกัมพูชาและด่านจังหวัดศรีษะเกษ ที่ช่องจอม ทั้งสองด่านเมื่อข้ามไปแล้ว ยังต้องขับรถต่อไปอีกจนถึงจังหวัดเสียบเรียบของกัมพูชา ซึ่งค่อนข้างจะทุลักทุเล แม้ว่าระยะทางไม่เกิน 200 กม.แต่ผิวถนนไม่ดีเอาเสียเลย และน่าจะคงสภาพแบบนี้ไปอีกนานตามวิถีการเมือง การคงผลประโยชน์เฉพาะ
ทางน้ำ ก็ต้องใช้ทางถนนก่อนไปทางจังหวัดตราด แล้วก็ไปต่อเรือตรงอำเภอคลองใหญ่มุ่งหน้าไปยังเกาะกง ซึ่งเป็นจังหวัดพรมแดน แล้วต่อรถไปตามถนนสู่จังหวัดเสียมเรียบ
ทางอากาศ จากท่าอากาศยานกรุงเทพฯถ้าบินบินตรง ต้องใช้บริการของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บินสู่เสียมเรียบเลย แต่ถ้านิยมการบินไทย ต้องบินจากกรุงเทพฯไปเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงพนมเปญ แล้วบินจากพนมเปญเข้าสู่เสียมเรียบ บินตรงทีเดียวก็ใช้เวลาเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น แต่ราคาเครื่องบินเมื่อคิดตามระยะทาง สุดดดดดแพงเลยครับท่านผู้ชม (เป็นหมื่นแน่ะ)
จังหวัดเสียมเรียบ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยว ผู้ไปเยือน ใช้เป็นฐานในการจะเข้าไปเยือนเมืองโบราณ
เมืองนี้เป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันเทียบกับเมืองไทยก็แค่เมืองชนบทที่ไกลไกลสักหน่อย ไม่ค่อยเจริญ (ตอนนี้นะ ปี 2548 อีกหน่อยต้องคอยติดตามดูต่อไป) แต่มีโรงแรมผุดขึ้นหลายๆโรงแรมทุกๆปี และมีโรงแรมระดับ 4 ดาวมากซะด้วย
ดูรูปไปพลางๆก่อนนะครับ
เดี๋ยวจะมาร่ายต่อ ตอนช่วงที่ว่าง
|
|
|