David 的个人资料Do you know that the wor...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月19日

ชมปราสาทตาพรหม ที่สุดอัศจรรย์และเข้มขลัง

ชมปราสาทตาพรหม ที่สุดอัศจรรย์และเข้มขลัง

อิ่มอร่อยเช่นเคย บอกแล้วว่าอาหารการกินเมื่อมาเที่ยวกัมพูชา    ไม่ต้องห่วง ถึงไม่เยี่ยมสุดยอด แต่ก็รู้สึกว่าเยี่ยมอย่างผิดคาด

 

......บ่ายนี้จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เชิญขึ้นรถไปชมกันเลยครับ ก็ต้องนั่งรถกลับไปที่ด่านเช็คพอยน์ ตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าชม    เมืองประวัติศาสตร์ของกัมพูชา

 

จากร้านอาหารในเมืองก็เพียง 10 นาทีเท่านั้น จากจุดตรวจนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 20 กว่านาที     ผ่านไปเห็นส่วนกำแพงด้านหนึ่งของปราสาทบันทายกุฎี ซึ่งสร้างในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่      7 แต่ขอผ่านไปนะครับ เพื่อจะไปชม ปราสาทที่มีความดังกว่า ดังไปทั่วโลกกันเลย เพราะปราสาท   หลังที่ว่านี้เป็นฉากในภาพยนตร์ผจญภัย เรื่อง Lora Croft – The Tomb Raider ที่มีดาราสาวสุด      สวยและเซ็กส์ ผู้คนจะคุ้นภาพของปราสาทหลังนี้ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักชื่อ หรือจำชื่อของปราสาทนี้ไม่ได้

ปราสาทที่ว่านี้คือ ปราสาทตราพรหม ที่มีสภาพพังทลายของตัวปราสาท ก้อนหินก้อนใหญ่ๆถล่มลงมาทับถมกันเกือบทั่วบริเวณ และมีสิ่งที่เป็นจุดเด่นของปราสาทที่นี่ก็คือ มีต้นไม้ (ต้นไม้ นี้เรียกกันว่า ต้นสะปง ในไทยเรียกว่า ต้นสมพงศ์ ฝรั่งเศษ เรียกว่า      Eponge ฝรั่ง ที่ไม่ติดเศษชาติอื่นๆ เรียก ว่า Sponge ที่แปลว่าฟองน้ำ หรือโปร่ง ยุ่น) แผ่ราก แผ่กิ่งไช   เข้าไปรัดโอบก้อนหินของปราสาท ซึ่งป็นอย่างนี้มานานนับร้อยๆปี จนไม่อยากให้      ใครมาแยกมัน ทั้งสองออกจากกันเลย ดูเหมือนว่าทั้งสองพิใจจะอยู่ร่วมกันแบบนี้ ดูสวยและขลังดี          

เพราะขืนแยก  ตัดไม้ออกจะทำให้ก้อนหินที่เคลื่อนออกจากจุดเดิมตอนสร้างไม่มีอะไรยึดไว้ ที่มัน      เคลื่อนก็เพราะ ต้นไม้มันเติบโตและค่อยๆดันก้อนหินให้เคลื่อน และถ้าย้ายหรือดึงก้อนหินออกต้นไม้ก็ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ก็จะโค่นล้มลงได้

ถ้าทั้งสองพูดได้ มันคงบอกว่า รักกันไว้เถิดเรา    เกิดร่วมแดนไพร ความที่ปราสาทที่พังเห็นก้อนหินล้มทับกันระเกะระกะแล้วยังมีต้นไม้             ขนาดใหญ่มาโอบก้อนหิน ดูเหมือนสภาพของดินแดนสนธยาอันลึกลับ ขลังมากมากครับ

 

ปราสาทตาพรหม

(ศิลปะแบบบายน พ..1724-1780)

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ..1729 หลังขึ้นครองราชย์ได้ราว 5 ปี สร้างขึ้นใน     พุทธศาสนาลัทธิมหายาน อุทิศถวายแด่พระมารดาของพระองค์ คือ พระนางชัยราชจุฑามณีที่   สิ้นพระชนม์ไปแล้ว รูปเคารพของพระมารดาถูกสร้างขึ้นภายใต้รูปของนางปรัชญาปารมิตา เทพธิดาแห่งปัญญาและความเฉลียวฉลาด ผู้เป็นพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง จารึกที่    ค้นพบที่ปราสาทตาพรหมทำให้ทราบว่า ชื่อเดิมของศาสนสถานแห่งนี้คือ ราชวิหาร หรือวัดของ  พระราชา (แต่ในปัจจุบันเรียกกันว่า ตาพรหม ซึ่งแปลว่าพระพรหมผู้เฒ่า)

          ปราสาทตาพรหมมีขอบเขตกว้างใหญ่คล้ายกับเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง  เพราะมีชุมชนตั้งอยู่ใน    เขตของศาสนสถานด้วย จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวว่า มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง 12,640 คน มีพระสงฆ์     ชั้นผู้ใหญ่ 18 รูป มีพระสงฆ์ 2,740 รูปและเณรอีก 2,232 รูป ปราสาทตาพรหมเป็นศาสนสถานที่มี      ความมั่งคั่งมากเพราะได้รับผลประโยชน์จากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบนอกถึง 3,140 แห่ง

          ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นบนพื้นราบและมีแผนผังที่แปลกพิศดาร เหมือนกับศาสนสถานขนาด       ใหญ่แห่งอื่นที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้น คือ แผนผังของกลุ่มอาคารที่รวมกันอยู่ตรงกลางที่        ประกอบด้วยระเบียงคตและกลุ่มปราสาทประธานและอาคารอื่นๆ นั้นไม่มีระเบียบที่ชัดเจน ดู      ยุ่งยากและซับซ้อน การก่อสร้างก็ทำเพียงหยาบๆ และรูปทรงก็ไม่ได้สัดส่วนงดงาม ซึ่งต่างจาก สมัยก่อนๆ นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่ศึกษาศิลปเขมรจึงกล่าวว่า สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใน    สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางศิลปะสถาปัตยกรรม

          แผนผังของปราสาทตาพรหมโดยรวม ประกอบด้วยกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ 2 ชั้น          ถัดไปคูน้ำล้อมรอบอยู่ชั้นใน ถัดจากคูน้ำไปเป็นกลุ่มศาสนสถานที่ประกอบด้วยระเบียงคต 3 ชั้น        ล้อมรอบกลุ่มปราสาทประธานที่ประกอบด้วยปราสาท 5 หลัง 4 หลังตั้งอยู่ที่มุม อีกหลังตั้งอยู่ตรง  กลาง

          กำแพงชั้นนอกสุดก่อด้วยศิลาแลงมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1000 เมตร มีประตูทางเข้า 4 ทิศ   ประตูชั้นนอกสุดนี้ก่อเป็นประตูซุ้มขนาดใหญ่ มีส่วนยอดคล้ายยอดปราสาทประดับด้วยรูปสลักหน้า        คนขนาดใหญ่ 4 หน้าตามแบบความนิยมในสมัยนั้น หน้าคนทั้ง 4 นี้เชื่อกันว่าจะเป็นพระพักตร์ของ    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพุทธเทพที่เป็นที่นับถือบูชามากที่สุดในศาสนาพุทธลัทธิ      มหายานจากประตูทางเข้าเป็นบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ เดิมคงจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนรับใช้และ นักบวชที่ระบุไว้ในจารึก และที่บริเวณชั้นในด้านทิศตะวันออกของกำแพงชั้นในนี้มีแนวของอาคาร       เล็กที่ก่อเป็นห้องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถวหลายห้อง เชื่อกันว่าอาคารดังกล่าวนี้คงจะเป็นกุฏิของ          พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่      ประตูทางเข้าของระเบียงคตชั้นนอกทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ เชื่อมต่อ    กับระเบียงที่ก่อรอบลานพื้นที่สี่เหลี่ยมด้านใน ในขณะที่ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกสร้างต่อกับ        ระเบียงคตชั้นใน ถัดไปเป็นระเบียงคตชั้นในสุดที่สร้างล้อมรอบปราสาทประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลาง หน้าปราสาทประธานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารที่เรียกว่า ห้องสมุด 1 หลัง

         

          ปราสาทตาพรหมมีภาพสลักในพุทธศาสนาที่สำคัญ 3 แห่ง คือ

          1. ภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะกำลังทรงม้ากัณฐกะ  โดยมีนายฉันนะตามเสด็จออกจากพระราชวัง   

          2.ภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย ในภาพนี้มีพระยามารทรงช้างเป็นพาหนะ ติดตามด้วยเหล่าบริวารที่มีหน้าเป็นสัตว์ต่างๆ พระพุทธองค์ประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยอยู่ตรงกลางภาพ มีพระแม่รณีกำลังบีบมวยผมเพื่อให้น้ำไหลออกมาท่วมเหล่ากองทัพพระยามาร 

 

พุทธประวัติในช่วง 7 สัปดาห์หลังการตรัสรู้

          สัปดาห์ที่ 1 เมื่อตรัสรู้แล้วก็เข้าสู่สมาบัติ ประทับเสวยวิมุตติสุขที่ต้น       

                         โพธิ์ตรัสรู้ตลอด 7 วัน

          สัปดาห์ที่ 2 พระพุทธองค์ประทับยืนลืมพระเนตรบูชาต้นมหาโพธิ์ตลอดทั้ง

                          สัปดาห์

          สัปดาห์ที่ 3 ทรงเนรมิตสถานที่และเสด็จพระราชดำเนินจงกรม

          สัปดาห์ที่ 4 ประทับภายในเรือนที่ล้วนแล้วไปด้วยแก้วมณี (รัตนคฤห์)

                        เพื่อทรงตรวจสอบเรียบเรียงพุทธปัญญา

          สัปดาห์ที่ 5 เสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทร สัปดาห์นี้ธิดาพญามารมาหน่วง

                          เหนี่ยวยั่วยวนพระพุทธองค์

          สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นจิก เกิดฝนฟ้าวิปริต พญานาคชื่อมุจลินท์ซึ่งอาศัย

                         อยู่ในสระน้ำใกล้เคียงนั้น จึงขึ้นมาขดเป็นวงรอบพระพุทธองค์

                         และแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์

          สัปดาห์ที่ 7 ประทับอยู่ใต้ร่มไม้เกดเสวยวิมุตติสุขสมาบัติเป็นสัปดาห์สุดท้าย

 

          3. ภาพมนุษยนาค   ในปีพ.ศ.2402 รัชกาลที่ 4 โปรดให้พระสุพรรณพิศาล และขุนชาติวิชา นำ   ทหาร 4 ผลัดๆ ละ 500 นายจากพระตะบอง มาขนย้ายหินทรายเพื่อนำไปสร้างที่กรุงเทพฯ แต่         ระหว่างรื้อหิน ได้มีพวกเขมรป่าออกมาฆ่าทหารและพระสุพรรณพิศาลตาย ต่อมาทางรัชกาลที่ 4     จึงให้มาจำลองแบบนครวัดไปสร้างในพระบรมมหาราชวัง

  

* การชมปราสาทตาพรหมต้องเดินไกลสักหน่อยเพราะตัวปราสาทนั้น สร้างอยู่ใจกลางกำแพงที่ล้อมรอบมีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1,000 เมตร ซึ่งหมายความว่าต้องเดินไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร * ปราสาทหลายๆ หลังที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะสร้างอยู่ภายในกำแพงที่ ล้อมรอบขนาดใหญ่ เป็นศาสนจักร เพราะพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนท่านนับถือศาสนาพราหมณ์ เมื่อท่านเปลี่ยมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ท่านทรงวางแผนสร้างอาณา เขตเพื่อให้ประชาชนได้ใช้   ในการศึกษา ปฎิบัติธรรมในพุทธศาสนา มิให้มีการกระทบกระทั่งกับศาสนาเดิม เป็นการปู พื้นฐานให้ประชาชนทั่วไปค่อยๆ  หันมานับถือศาสนาพุทธโดยละมุน ละม่อมนั่นเอง

 

ข้อสังเกต บริเวณผนังใกล้กับปากประตูทางออกไปด้านทิศตะวันตก   (ซ้ายมือ ด้านในกำแพง) มีรูปสลักตัวสัตว์ต่างๆ เป็นแถวในแนวตั้ง   รูปที่สามจากด้านล่าง เป็นรูปสลักคล้ายสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ เป็นสัตว์สี่เท้ามีหางยาว    แผ่นหลังมีครีบเป็นใบๆยาวจรดไปถึงหาง ที่หัวมีเขา 2 เขา ซึ่งคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ชนิดที่เรียกว่า สเต๊กกอซอรัส Stegausaurus ในยุคจูราซิค ประมาณ   200-300 ล้านปีที่แล้ว ถ้าเป็นสเต๊กกอซอรัสจริง แสดงว่าสัตว์ชนิดนี้น่าจะมีชีวิตอยู่  (ยังไม่สูญพันธุ์) มาจนถึงอย่างน้อยก็ ประมาณ 700-800 ปี เพราะคนในยุค 700-   800 ปี คงยังไม่สามารถประมาณการถึงรูปร่างหน้าตาของสัตว์จากโครงกระดูกได้

แต่ก็ไม่ทราบว่าเจ้าสเต๊กกอซอรัสที่คนสมัยนั้นเห็น จะเห็นในอาณาจักรขอม หรืออาจจะมาจากภาพเขียนที่มาจากการค้าขายของพ่อค้านักเดินทางทั่วไปกันแน่

         

     

เที่ยววังอังกอร์-อังกอร์ธม-ปราสาทพิมาณอากาศ

เดินลงจากปราสาทบายน

ออกจากปราสาทบายน เดินถัดไปนิดเดียวก็จะเป็นบริเวณที่ตั้งของเขตพระราชวังหลวง       เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินขอมหลายพระองค์ พื้นที่ของเมืองใหม่พระนครหลวงหรือนครธม Angkor Thom ที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง ชื่อพระนครหลวงมีความหมายว่าเมืองใหญ่แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่าเมืองพระนคร (เดิม) ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมัน และเรียกชื่อเมืองว่า ยโสธรปุระ โดยทั่วไปจะรู้จักในนามเมืองพระนคร Angkor

 

พระราชวังหลวง

(ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550–ราว 1600)

         

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (..1545-1593) เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์หลังจากที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 สิ้นพระชนม์ลงในปี พ..1545 แต่พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่เมืองพระนคร เพราะพระองค์ได้รับความพ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับพระเจ้าชัยวีรวรมัน จึงต้องประทับรออยู่นอกราชธานี เชื่อกันว่าพระองค์คงจะประทับอยู่แคว้นรอบนอก จึงได้พบศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ คือปราสาทเขาพระวิหารบนเทือกเขาพนมดงเร็ก พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ใช้เวลาทำสงครามอยู่ถึง 9 ปี จึงสามารถขับไล่พระเจ้าชัยวีรวรมันออกไปจากเมืองพระนครได้ และเสด็จประทับที่เมืองพระนครในปี พ..1553

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นเพิ่มเติมหลังจากที่พระเจ้าราเชนทรวรมันได้เริ่มต้นสร้างไว้ แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยเฉพาะขอบเขตกำแพงและซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเท่านั้น ลานพระราชวังหลวงอยู่ด้านหน้าเหมือนสนามหลวง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานหน้าพระราชวังสลักเป็นรูปครุฑแบกบ้าง รูปช้างบ้าง สิงห์แบกบ้าง แต่ตัวปราสาทที่ประทับของกษัตริย์เหมือนกับของเรา คือ สร้างด้วยไม้ จึงหักพังไปหมดแล้ว เหลือแต่ฐานดินและหินสลัก เรียกว่า ลานหน้าพระราชวัง ที่สำคัญได้มีการค้นพบจารึกของพระองค์เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้มีการรบกวนพราหมณ์หรือพระสงฆ์ที่จังหวัดลพบุรี เพราะฉะนั้นแสดงว่าพระองค์ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองลพบุรีด้วย

          ที่ประตูซุ้มเข้าไปในพระราชวังมีจารึกอยู่ 2 ข้างผนังประตู จารึกเป็นคำสาบานอ้างชื่อตำแหน่งราชการต่างๆ แล้วมีคำสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จารึกนี้เมื่ออ่านแล้วทำให้รู้ตำแหน่งข้าราชการต่างๆ ของขอมในสมัยนั้น จารึกคำสาบานนี้จึงสำคัญมากเหมือนโองการแช่งน้ำของไทย แต่ไม่ค่อยได้รักษาจึงลบเลือนไป จารึกนี้มีไว้เพื่อให้คนผ่านไปมาได้เห็น ซึ่งก็คือประกาศนั่นเอง เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีหนังสือราชกิจจานุเบกษาอย่างปัจจุบัน จารึกก็คือประกาศ ซึ่งเอามาตั้งไว้ที่ทางสามแพร่งให้คนอ่าน

 

 พระราชวังหลวง ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตกำแพงพระนครหลวง ซึ่งเคยเป็นพระราชวังตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สิ่งก่อสร้างเป็นอาคารราชมณเฑียร คงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น ขอบเขตของพระราชวังที่ยังเหลืออยู่ก็ยังมีกำแพงและประตูซุ้มทางเข้าด้านทิศตะวันออก ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1    ภายในเขตกำแพงวังยังเหลือสิ่งก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระที่ยังคงสภาพค่อนข้างดี และที่น่าสนใจคือสระน้ำที่มีขนาดกว้าง 85 เมตร ยาว 105 เมตร ที่ขอบสระกรุด้วยศิลาเรียงเป็นขั้นบันไดลดหลั่นขึ้นไปมองเห็นในปัจจุบัน 3 ชั้น ชั้นบนสลักภาพครุฑนั่งเรียงเป็นแนว มีทั้งครุฑตัวผู้และครุฑตัวเมีย เรียกกันว่า สุบรรณ และสุบรรณี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมาก ชั้นถัดลงมาเป็นภาพมนุษยนาค ทำเป็นรูปบุคคลทั้งหญิงและชายมีรูปนาคแผ่พังพานเหนือหัว และชั้นล่างสุดสลักเป็นภาพสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ มากมาย มีทั้งที่เหมือนจริงและเป็นสัตว์ในเทพนิยาย มีปลา ปู หอย มังกร จระเข้ ตะกวด    (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในนิราศนครวัดว่า ชั้นบนสุดของขอบสระเป็นภาพสลักเทวดาคล้ายเทพชุมนุม แสดงว่าเดิมนั้นคงจะมีภาพสลักเป็น 4 แนว แต่ปัจจุบันมองไม่เห็นเลย) สระน้ำนี้คงจะเป็นสระน้ำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการส่วนพระองค์หรือในพระราชพิธีต่างๆ จึงมีการตกแต่งที่ขอบสระเป็นพิเศษไม่ปรากฏที่ใดมาก่อนเลย

          ทางด้านทิศตะวันออกหน้าพระราชวังหลวง คือ ลานพระเสด็จ เป็นฐานขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาทราย ยาว 300 เมตร สูงราว 3 เมตร ผนังของฐานด้านหน้าตลอดแนวสลักเป็นรูปขบวนช้างเดินเรียงเป็นแถวในกิริยาท่าทางต่างๆ กัน ทำให้ลานพระเสด็จนี้ถูกเรียกกันทั่วไปว่า ลานช้าง หรือฐานช้าง ที่ผนังของมุขตรงกลางที่สลักเป็นรูปครุฑแบกและสิงห์แบกขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าลานพระเสด็จหรือฐานช้างนี้ เดิมคือส่วนฐานของพลับพลาเครื่องไม้ที่ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เขมรในวโรกาสที่เสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้า เมื่อมีการพระราชพิธีหลวงหรือเสด็จออกทอดพระเนตรการเสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีหลวง

ทางด้านเหนือของลานพระเสด็จ มีฐานใหญ่อีกฐานหนึ่งเรียกว่า ฐานพระเจ้าขี้เรื้อน ซึ่งเป็นชื่อที่ได้มาจากพระนามของกษัตริย์ที่มีเรื่องเล่าอยู่ในนิทานพื้นบ้านของเขมรว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งประชวรด้วยโรคเรื้อนเพราะถูกสาป และที่ฐานนี้มีการพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งชันเข่าขนาดใหญ่ที่งามมากรูปหนึ่งในเขมรสมัยบายน แต่ส่วนแขนมีรอยหินด่างเป็นสีขาว ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นรูปของกษัตริย์เขมรที่เป็นโรคเรื้อน แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นประติมากรรมรูปพระยม เทพแห่งความตาย เพราะมีเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง และเชื่อว่าฐานพระเจ้าขี้เรื้อนนี้เดิมอาจจะใช้เป็นสถานที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระศพของกษัตริย์เขมร ผนังของฐานมีภาพสลักประดับเป็นรูปบุคคลต่างๆ มากมายเรียงซ้อนเป็นแถวราว 6-7 แนว บุคคลเหล่านี้มีทั้งที่เป็นเทวดา ยักษ์ ครุฑ นางอัปสร ในอิริยาบถต่างๆ ด้านล่างสลักเป็นรูปสัตว์น้ำ เช่น นาค ปลา รูปสลักต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนฐานของเขาพระสุเมรุนั่นเอง

          ทางด้านทิศตะวันออกตรงข้ามกับลานพระเสด็จ หรือฐานช้าง มีปราสาทขนาดเล็กๆ ก่อด้วยศิลาแลงและศิลาทราย มีทั้งหมด 12 หลังเรียงเป็นแถว ชาวบ้านเรียกว่า ปราสาทสอรพรัต และกล่าวกันว่าเป็นหอนางรำ แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าปราสาทเหล่านั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานหรือเพื่อการใดกันแน่ ลักษณะการก่อสร้างก็หยาบมากและไม่มีลวดลายประดับเลย อาจสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือในสมัยหลังมาก็เป็นได้

          ตลอดสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่โดยรอบราชธานี แห่งแรกคงเป็นปราสาทบันทายกุฎี (บันเตียกะเด็ย) ต่อมาคือ ปราสาทตาพรหม, ปราสาทพระขรรค์, ปราสาทตาเนย, ปราสาทบันทายไพร, ปราสาทตาสม, ปราสาทบายน เป็นต้น นอกจากนี้มิใช่มีอยู่ในแถบบริเวณเมืองพระนครหลวงซึ่งเป็นราชธานีเท่านั้น หากแต่ยังมีการก่อสร้างพุทธสถานขนาดใหญ่ไว้ตามแคว้นรอบนอกอีกหลายแแห่ง ที่สำคัญ ได้แก่ ปราสาทพระขรรค์ที่เมืองกำพงสวาย ปราสาทวัดนครและปราสาทบันทายฉมาร์ที่เมืองกำพงจาม ปราสาทตาพรหมที่แคว้นบาตี

 

     พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังโปรดให้สร้าง วหนิคฤหะ (แปลว่า บ้านพร้อมไฟ) ขึ้นด้วย ในจารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้างถึง 121 แห่งบนถนนสายสำคัญจากนครธมไปยังแคว้นรอบนอก เช่น ไปยังอาณาจักรจามปา 57 แห่ง ไปยังเมืองพิมาย 17 แห่ง อีก 44 แห่งยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดแน่

          นักปราชญ์ฝรั่งเศสบางท่าน เรียกว่า ที่พักคนเดินทาง บางท่านเรียกว่า ธรรมศาลา จิวตากวนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในปีพ.ศ.1839 ได้เล่าว่า บนถนนสายใหญ่ มีที่พักคนเดินทางคล้ายกับที่พักม้าใช่ส่งหนังสือของเรา ซึ่งเชื่อว่า น่าจะหมายถึงบ้านพร้อมไฟที่กล่าวถึงในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์นั่นเอง

          บ้านพร้อมไฟทุกแห่งที่ค้นพบแล้วจะมีแผนผังเป็นแบบเดียวกันหมด ต่างกันเพียงขนาด และความประณีตในการสร้างเท่านั้น มีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว เป็นห้องยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมต่อกับประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก ผนังด้านเหนือเป็นผนังทึบ มีหน้าต่างหลอก ขณะที่ผนังด้านใต้เจาะช่องหน้าต่างจริง

          บ้านพร้อมไฟที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ไม่ไกลจากปราสาทพระขรรค์ สร้างด้วยหินทราย และสลักลวดลายอย่างสวยงาม อาจเพราะตั้งอยู่ใกล้กับนครธมมาก ที่พบในไทยส่วนใหญ่สร้างด้วยศิลาแลง หรือไม่ก็หินทรายที่รื้อมาจากปราสาทเก่า ที่สภาพดีที่สุด คือ ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

          ประโยชน์ใช้สอยแท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นที่พักคนเดินทาง หรือนักแสวงบุญ แนวคิดอีกอย่างก็คือ อาจจะใช้เป็นศาสนสถานเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์

          พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เห็นความสำคัญด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น ในจารึกที่พบที่ปราสาทตาพรหม กล่าวว่า สร้างโรงพยาบาล หรืออโรคยาศาล ขึ้นทั้งหมด 102 แห่ง เพื่อรักษาชนทั้ง 4 วรรณะ อยู่ภายใต้การคุ้มครองรักษาของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งได้รับการนับถือในศาสนาพุทธลัทธิมหายานว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค และให้สร้างวิหารหรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาลขึ้นทุกแห่งเพื่อประดิษฐานพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาด้วย

          แผนผังของอโรคยสาล คือ ปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีประตูทางเข้าอยู่ที่ส่วนกลางของกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก ภายในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำกรุขอบสระด้วยศิลาแลง 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบันอาคารที่พบมิใช่สถานพยาบาล แต่เป็นศาสนสถานหรือวิหารประจำโรงพยาบาล ส่วนอาคารสถานพยาบาล เชื่อว่า คงสร้างด้วยไม้และหักพังไปหมดแล้ว

          จารึกที่พบยังทำให้ทราบถึงการจัดการโรงพยาบาลว่า ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาตลอด ทั้งเรื่องหมอ ผู้ช่วย คนจ่ายยา คนบดยา แม่ครัว พนักงาน รวมทั้งอาหารการกิน และยารักษาโรคก็เบิกได้จากคลังหลวง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ สมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง การบูร งา เครื่องเทศ กระวาน กานพลู ขิง ตะไคร้ เป็นต้น

          หลักฐานอื่นที่พบก็คือ ประติมากรรมรูปเคารพพระวัชรสัตว์ พระพุทธรูปนาคปรก และพระวิษณุทรงครุฑ ซึ่งมีรูปแบบอยู่ในศิลปะแบบบายนทั้งสิ้น

  

บันทึกความทรงจำของจิวตากวน

เล่าเรื่องบ้านเมืองของนครธมเมื่อประมาณ 700 ปีที่แล้ว

       

          ในบันทึกความทรงจำของจิวตากวน ซึ่งเดินทางมากับกองเรือสำเภาของจีนในแผ่นดินของราชวงศ์หยวน เมื่อพ.ศ.1839 ทำให้ทราบถึงประเพณีวัฒนธรรมของเขมรโบราณค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในราชสำนัก การนับถือศาสนา การปกครอง ประเพณีความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมร

          จิวตากวนเล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี กษัตริย์ฉลองพระองค์ทำจากผ้าที่มีลายดอกไม้ ทรงรัดเกล้าทอง ถ้าไม่รัดเกล้าก็ทรงพวงมาลัยหอมร้อยด้วยดอกมะลิดสดไว้ในมวยพระเกศา สวมสร้อยไข่มุกที่ข้อพระหัตถ์ ข้อพระบาท ทรงกำไลและแหวนทองฝังด้วยเพชรตาแมว เสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ฝ่าพระบาทและฝ่าพระหัตถ์ทาด้วยสีแดงชาด เวลาเสด็จออกทรงถือพระขรรค์ทอง ทรงมีมเหสี 5 องค์

          การเสด็จออกของกษัตริย์เขมรจะมีการจัดขบวนทัพยิ่งใหญ่ มีขบวนทหารนำหน้าตามด้วยขบวนธงใหญ่น้อยและนักดนตรี ขบวนสตรีในราชสำนัก 300-500 คน สตรีเหล่านี้ถือเทียนจุดไฟ เชิญเครื่องราชูปโภคทำด้วยทองและเงิน ทหารสตรีรักษาฝ่ายในถือหอกและโล่ ขบวนรถประดับด้วยทอง เทียมด้วยแพะและม้า ขบวนเสนาบดีและเจ้านายที่ทรงช้างจะมีกลดสีแดงนำหน้าแต่ละท่าน จากนั้นเป็นขบวนของเจ้าจอมและพระมเหสีที่ประทับอยู่บนสีวิกา รถเล็กๆ ม้า และช้าง มีกลดทองจำนวนมากกว่า 100 คันประดับเป็นเกียรติยศ จากนั้นเป็นขบวนของกษัตริย์ประทับยืนเหนือหลังช้าง พระหัตถ์ถือพระขรรค์ทองศักดิ์สิทธิ์ มีเศวตฉัตรประดับด้วยทองมากกว่า 20 คันห้อมล้อม ด้ามเศวตฉัตรเหล่านี้ล้วนทำด้วยทองทั้งสิ้น

          สำหรับข้าราชการประจำราชสำนัก ประกอบด้วย เสนาบดี ขุนพล โหร และข้าราชการชั้นผู้น้อยอีกมาก โดยทั่วไปพวกเจ้าชายจะได้รับเลือกเข้ารับราชการ ผู้ที่เป็นข้าราชการมักถวายธิดาให้เป็นเจ้าจอม หรือพระสนมของพระราชา

          เรื่องศาสนาในสมัยนั้น กล่าวถึงนักบวชใน 3 ศาสนาว่า มี ปันคิ ซึ่งหมายถึง บัณฑิตหรือพราหมณ์ แต่งตัวเหมือนผู้คนธรรมดา แต่มีเส้นด้ายขาวผูกอยู่ที่คอ เพื่อแสดงว่าเป็นนักปราชญ์ มี เจ้ากู หรือพระสงฆ์ในพุทธศาสนาผู้โกนศีรษะ นุ่งห่มเหลือง ครองผ้าเปิดบ่าขวา และนุ่งสบง เดินเท้า บูชารูปเคารพซึ่งมีรูปร่างเหมือนพระศรีศากยมุนี และเขาเรียกว่า โปไล (หมายถึงพระ) เจ้ากูฉันข้าวมื้อเดียว และท่องบ่นตำราต่างๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์ไบลาน นอกจากนี้ยังมี ปาเชวู เป็นนักบวชผู้เคารพบูชาศิวลึงค์ ซึ่งเป็นศิลาก้อนหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับแท่นศิลาบูชาเทพยดาแห่งพื้นดินในจีน นอกจากนี้ยังมีประเพณี 12 เดือน คือ พิธีเกี่ยวกับไฟ พิธีเดาะคลี พิธีขึ้นปีใหม่ พิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีตรวจพลสวนสนาม และพิธีเผาข้าวซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการเกษตรที่แสดงว่าการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว และมีการกล่าวถึงประเพณีที่เกี่ยวกับการแต่งงานว่า มีพิธีการทำลายพรหมจารีของหญิงสาวที่จะเข้าพิธีสมรสด้วย       ส่วนชาวพื้นเมือง จิวตากวนเล่าว่า ชาวพื้นเมืองหยาบคาย และมีผิวดำมาก มีทาสผู้ชายอยู่ตามป่าเขา เป็นบุคคลที่ไม่ยอมรับอารยธรรม

          เรื่องการเกษตรที่น่าสนใจมาก คือ การปลูกต้นหม่อน และการเลี้ยงไหม จิวตากวนเล่าว่า ชาวสยามที่เดินทางเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเขมรได้ทำการเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน ซึ่งเป็นของที่นำมาจากสยามทั้งสิ้น ชาวพื้นเมืองไม่ชอบเลี้ยงตัวไหม และปลูกต้นหม่อน

          นอกจากนี้ ยังเล่าถึงโรคเรื้อน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากผลของอากาศภายในประเทศ จิวตากวนเล่าว่า กษัตริย์เขมรองค์หนึ่งก็เป็นโรคนี้ ด้วยเหตุนี้ คนที่เป็นโรคเรื้อนจึงไม่ถูกรังเกียจ

          สำหรับบ้านเรือนชาวเขมรที่ไม่รวย มีเพียงไห 2-3 ใบตั้งอยู่ที่พื้น มีภาชนะหวายแขวนอยู่กับขื่อ มีหม้อและเตาไฟทำด้วยดินอย่างหยาบๆ ขณะที่คนรวยจะใช้ภาชนะทำด้วยเงิน ทอง เดิมมีการใช้เสื่อ หนังเสือ หนังกวางปูบนพื้น ต่อมามีการใช้โต๊ะเตี้ยๆ เวลานอนเดิมใช้เสื่อปู ต่อมามีการใช้เตียงที่ส่งมาจากเมืองจีน

 

ภายในกำแพงพระราชวัง

เดินเข้าสู่ภายในกำแพงพระราชวังหลวง คงไม่ต้องคาดหวังว่าจะเห็นพระราชตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าคงจะสร้างด้วยไม้และพังไปจนหมด พบเพียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาและซากฐานอาคารบางแห่งที่ก่อด้วยศิลาแลงหรือศิลาทรายเท่านั้น รวมทั้งมีสระน้ำใหญ่หนึ่งเล็กหนึ่ง เหลือให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังปรากฎสิ่งก่อสร้างที่ก่อด้วยอิฐ หิน ศิลาแลงเป็นแบบปราสาทอยู่ภายในกำแพงที่หลงเหลือให้เห็นนั่นก็คือ

ปราสาทพิมานอากาศ

(ศิลปะแบบเกลียง พ..1550 – ราว 1600)

 

สำหรับศาสนสถานประจำราชธานีที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สร้างขึ้นนั้น ไม่ปรากฎหลักฐานชัดแจ้งว่าเป็นปราสาทหลังใด แต่สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นปราสาทพิมานอากาศซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังหลวงนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนสถานประจำราชธานีของกษัตริย์องค์ก่อนๆ แต่ปราสาทพิมานอากาศก็มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงว่าเป็นศาสนบรรพตประจำราชธานี โดยส่วนฐานน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน พร้อมกับการสร้างพระราชวังหลวง

          ปราสาทพิมานอากาศสร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ขอบเขตถูกกำหนดด้วยกำแพงศิลาแลงที่ล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ด้าน แต่ปัจจุบันหักพังเกือบหมดแล้ว เป็นปราสาทหลังเดียวตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สร้างซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 3 ชั้น ก่อด้วยศิลาแลง จากฐานชั้นล่างมีบันไดทางขึ้นไปสู่ฐานชั้นบนสุดได้ทั้งสี่ทิศ และที่รอบๆ ฐานชั้นบนสุดถูกล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีขนาดเล็ก แคบและเตี้ย เป็นระเบียงคดที่มุงหลังคาด้วยศิลาทรายเป็นครั้งแรกในกัมพูชา (ระเบียงคดก่อนนี้จะมุงหลังคาด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องหรือมุงหลังคาด้วยอิฐ) ตรงกลางฐานชั้นบนเป็นที่ตั้งของปราสาทประธานหลังเดียว ซึ่งหักพังลงเกือบหมดแล้ว เห็นแต่เพียงส่วนฐานที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท

          บันทึกของจิวตากวนที่เล่าว่า ในวังหลวงมีปราสาททองที่สถิตของวิญญาณนาคเก้าเศียร ซึ่งเป็นเจ้าแห่งพื้นดินทั่วราช อาณาจักร กษัตริย์เขมรจะเสด็จขึ้นประทับที่ปราสาททองทุกคืน เพื่อบรรทมร่วมกับวิญญาณของนาค ซึ่งจะปรากฏร่างมาเป็นสตรี และถ้าขาดการปฎิบัติราชกิจดังกล่าวนี้เมื่อใด จะทำให้ราชบัลลังก์ถูกโค่นลงได้ ปราสาทที่ว่าคือปราสาทพิมาณอากาศนี้นั่นเอง

          นอกจากนี้ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยังทรงโปรดให้สร้าง ปราสาทเกลียงหลังใต้ขึ้นอีกหนึ่งหลัง ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวงของพระองค์เอง มีแผนผังคล้ายกับปราสาทเกลียงหลังเหนือที่สร้างขึ้นในรัชกาลก่อน คือ มีลักษณะเป็นห้องยาวๆ คล้ายกับส่วนหนึ่งของระเบียงคดเท่านั้นเอง

          พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างศาสนสถานขึ้นในแคว้นต่างๆ เช่น ที่พนมจิสอร์ห่างจากพนมเปญไปทางใต้ประมาณ 60 กม.ที่วัดบาเส็ทใกล้พระตะบองและเขาพระวิหาร

          ไทยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานในปีพ.ศ.2483 ต่อมาในปีพ.ศ.2492 สมเด็จนโรดมสีหนุได้คัดค้านการครอบครองเขาพระวิหาร และเป็นปัญหาสืบเนื่องมาตลอดจนต้องไปตกลงกันในศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ไทยต้องคืนเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ทนายของไทย คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

 

ติดกับเขตกำแพงพระราชวังหลวงยังมีปราสาทขนาดใหญ่อีกหลังหนึ่งคือปราสาทบาปวน

 

ปราสาทบาปวน

(ศิลปะแบบบาปวน พ..1600-1650)

 

พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (..1593-1609) โอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กับพระนางลักษมี ซึ่งอาจจะเคยเป็นมเหสีของพระเจ้าชัยวีรวรมันมาก่อน โปรดให้สร้างศาสนสถานประจำราชธานีขึ้น ในจารึกกล่าวว่าทรงโปรดให้สร้างเขาทองขึ้นกลางราชธานีของพระองค์ เพื่อเป็นการประกวดประขัน บนยอดเขาทองนี้ภายในศาสนสถานที่สร้างด้วยทองซึ่งสองแสงด้วยประกายจากสวรรค์ พระองค์ได้สร้างศิวลึงค์ทองขึ้นแสดงว่าปราสาทบาปวนในสมัยนั้นมีความงดงามมาก แม้แต่บันทึกของจิวต้ากวน หนึ่งในคณะทูตจีนที่เข้ามาในกัมพูชาในปีพ..1839 ก็ยังบันทึกถึงความงามไว้ว่าเป็นปราสาททองแดง และการเห็นปราสาทแห่งนี้น่าประทับใจอย่างแท้จริง

          ปราสาทบาปวนประกอบด้วยประสาทประธานหลังเดียว ตั้งอยู่บนฐานซ้อนลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ทิศ รอบฐานชั้นแรกมีระเบียงคดก่อด้วยหินทราย และมีประตูซุ้มทางเข้าตรงกับแนวบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้าน แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่แตกต่างไปจากระเบียงคดที่สร้างอยู่บนฐานชั้นที่ 1 ของปราสาทสมัยก่อนที่มักจะสร้างแยกออกจากกันเป็นแห่งๆ แต่ที่ปราสาทบาปวนสร้างติดต่อกันโดยตลอด และยังมีปราสาททิศอยู่ที่มุมทั้ง 4 ของระเบียงคดด้วย มีบรรณาลัยตั้งบนลานของฐานชั้นแรกถัดจากระเบียงคดทางด้านทิศตะวันตก

          ที่ผนังของโคปุระ มีภาพสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซ้อนกัน แสดงถึงเทพนิยายและภาพต่างๆ ในมหากาพย์ของอินเดีย เช่น ภาพพระกฤษณะขณะเยาว์วัย, ภาพในเรื่องรามเกียรติ์ และมีภาพการสู้รบ และภาพภายในวัง นับเป็นครั้งแรกที่ภาพซึ่งสลักขึ้นบนผนังของศาสนสถาน และทำให้ทราบถึงรายละเอียดของชีวิตชาวเขมรได้บ้าง

 

ช่วงเช้าวันนี้พามาชมพอเหนื่อยนะครับ ได้ที่เหนื่อยก็ได้เวลาหิว ก็ต้องพาไปรับประทานอาหารกลางวันกันครับ         สำหรับการเที่ยวเมืองโบราณนครวัด นครธมของกัมพูชา พอเที่ยวเสร็จถึงเวลาอาหารก็ต้องกลับออกมาเข้าเมืองเสียมเรียบ เพื่อรับประทานอาหาร เพราะร้านอาหารทัวร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ มื้อกลางวันนี้จะเป็นบุฟเฟต์ที่ ร้านเจ้าพระยา ซึ่งเป็นร้านของคนไทย อาหารหลากหลาย มีให้เลือกนานาชนิดทั้งของคาว ของหวานเหมือนกับที่ร้านแม่โขง

ชมปราสาทบายนปราสาทลี้ลับ

ปราสาทบายน

(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1780)

 

ผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเมืองนครธม ประตูด้านนี้เป็นประตูด้านใต้ ก็จะนั่งรถต่อเข้าไปถึงศูนย์กลางของนคร ตั้งอยู่ตรงกลางเป๊ะของผังเมืองที่มีขนาดกว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 3 กิโลเมตร

สถานที่แห่งนี้คือ

ปราสาทบายน

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายนขึ้นพร้อมกับเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แผนผังของปราสาทบายนแสดงให้เห็นถึงการผสมระหว่างแผนผังของสถูปและปราสาทเขมรเข้าด้วยกัน ศาสนสถานแห่งนี้ไม่มีคูน้ำและกำแพงที่ก่อด้วยศิลาล้อมรอบเหมือนแห่งอื่น แต่คงจะใช้คูน้ำและกำแพงเมืองพระนครหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งขอบเขตชั้นนอกสุดของปราสาทบายนด้วย

 

คำว่า บายน เชื่อว่ามาจากคำว่า ไพชยนต์ อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า มหาบรมสุคต

กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นลงทางด้านเหนือและใต้ สองข้างทางเดินมีสระน้ำขนาบอยู่ด้านละ 1 สระ ระเบียงล้อมรอบชั้นที่ 1 มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าอยู่ตามทิศทั้งสี่และยังมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่ของระเบียงด้วย ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ และบนฐานชั้นนี้ทางด้านทิศตะวันออกมีบรรณาลัยหรือห้องสมุดอยู่ทางด้านเหนือและทางด้านใต้ ด้านละ 1 หลัง

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้ สลักภาพขบวนทหารกำลังเดินทัพ เดินจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ถือหอกเป็นอาวุธ เครื่องป้องกันตัวเป็นโล่ ทหารไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนแนวล่างเป็นภาพทหารมีหนวด มีหมวก มีนักดนตรีตีกลองเดินอยู่ในขบวน มีทหารม้าเดินแซง นายทหารอยู่บนหลังช้าง ถือหอกและคันศร ล้อมรอบด้วยเครื่องอิสริยยศ ท้ายขบวนมีพวกขนเสบียง มีเกวียนเหมือนในปัจจุบัน ชั้นบนสุดมีเจ้าหญิง 3 องค์นั่งอยู่บนเสลี่ยง  เลยประตูออกไปมีภาพสลักเป็นภาพในพระราชวัง ภาพฤาษี มีภาพควาญช้างไม่ได้ถือขอบังคับช้าง มีภาพโคกำลังจะถูกบูชายัญ

ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก เป็นเรื่องสงครามทางน้ำระหว่างเขมรกับจาม ทหารเขมรไว้ผมสั้น ไม่สวมหมวก ส่วนทหารจามสวมหมวก ในภาพสลักตัวเรือเข้าประกบกัน ทหารก็ต่อสู้กันตัวต่อตัว ผู้ที่บาดเจ็บหรือศพตกลงไปในน้ำก็มีจระเข้คอยงับอยู่ บนแนวชั้นบนของภาพสลักเป็นภาพการต่อสู้บนพื้นดิน บนสุดมีภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทับภายใต้กลดอยู่ท่ามกลางการรบพุ่ง ส่วนใต้ภาพการรบพุ่ง ช่างได้สลักแสดงภาพชีวิตประจำวันของชาวเขมรเป็นแนวยาว มีทั้งภาพบ้าน ตลาด คนแสดงตลก ภาพปลากำลังว่ายอยู่ระหว่างต้นไม้ แสดงว่าป่าถูกน้ำท่วม การหุงหาอาหารกลางแจ้ง การล่าสัตว์ ผู้หญิงกำลังเล่นกับเด็ก ภาพคนป่วย ภาพการล่าควาย ภาพการทอดแห ภาพเรือสำเภาอาจเป็นเรือจีน การชนไก่ ต่อไปเป็นภาพภายในวัง มีเจ้าหญิงกับสาวใช้ ภาพฟ้อนรำ การเล่นหมากรุก ภาพการชนหมู เหนือภาพเหล่านี้เป็นภาพบุคคลกำลังนอน อาจเป็นกษัตริย์นอนในวัง เข้าใจว่าไทยรับอิทธิพลจากขอมมา เช่น ภาพเขียนระเบียงที่วัดพระแก้ว จะเห็นว่าช่างจะเขียนเรื่องรามเกียรติ์ไว้ข้างบน ข้างล่างเป็นภาพหัวล้านชนกัน และชีวิตของคนพื้นเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงได้รูปแบบมาจากปราสาทบายนนี้

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายนได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ซึ่งปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดที่อยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง

ฐานชั้นที่ 2 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 1 ราว 1.30 เมตร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีระเบียงล้อมรอบเช่นเดียวกับระเบียงบนฐานชั้นที่ 2 มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศและมีอาคารอยู่ที่มุมทั้งสี่เช่นกัน ส่วนยอดของซุ้มประตูทางเข้าและอาคารที่มุมทั้งสี่นั้นทำเป็นยอดปราสาทที่มีหน้าคนขนาดใหญ่สลักประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ

ฐานชั้นที่ 3 ยกพื้นสูงจากฐานชั้นที่ 2 ราว 3 เมตร มีแผนผังเป็นรูปกากบาทย่อมุมเป็นฐาน ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทหลายหลังตั้งเป็นระเบียบล้อมรอบ ปราสาทประธานนี้มีแผนผังต่างจากปราสาทเขมรทั่วไปคือ ก่อเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วยระเบียงแคบและวิหาร 16 หลัง   ทำให้ผนังทั้งหมดของปราสาทประธานมีรูปร่างเป็นวงกลมคล้ายสถูป นักวิชาการบางท่านอธิบายว่ารูปวงกลมนี้อาจจะหมายถึง ยันตร์ คือ มณฑลอันศักดิ์สิทธ์ ส่วนยอดของปราสาททุกหลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับอยู่ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่ากลัว ได้มีการพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของรูปหน้าคนที่ประดับอยู่ตามยอดปราสาท ซึ่งตามรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าคงจะหมายถึงพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้มีพระพักตร์อยู่ทั่วทุกทิศ

ลักษณะประติมานวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ พระพุทธรูปแบบบายนเกือบทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปนาคปรกธรรมดาในกรณีที่สลักจากศิลา และเป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่องในกรณีที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์

          แม้ว่าแผนผังของปราสาทจะเสื่อม แต่มีภาพสลักที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยอดปราสาททั้ง 54 หลัง สลักเป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม เพราะพระพรหมมี 4 หน้า ก็คิดว่าปราสาทบายนต้องสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงทำให้เชื่อว่าปราสาทบายนเดิมต้องสร้างในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (ข้อสังเกต : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะมีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนมวยผม ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจะมีรูปเจดีย์อยู่บนมวยผม)

ประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร (พระโพธิสัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมนิพพาน ยังคงรอช่วยเหลือผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ก่อนด้วยความกรุณา) คือ เกล้าพระเกศาเป็นรูปทรงกระบอกผายออก เบื้องหน้าประดับด้วยพระธยานิพุทธอภิตาภะ ทรงกุณฑลรูปตุ้ม ทรงภูษาสมพตจีบเป็นริ้ว มีชายหางปลาขนาดสั้นห้อยทางเบื้องหน้าและคาดทับด้วยสายรัดพระองค์ลายดอกไม้โดยมีปั้นเหน่งสลักเป็นรูปดอกไม้แปดกลีบ

ตามคัมภีร์นั้น พระหัตถ์คู่ล่างจะแสดงปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์คู่บนนั้นพระหัตถ์ขวาจะทรงถือลูกประคำ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกบัวบาน แต่บางรูปก็ทรงถือวัตถุในพระหัตถ์เช่นเดียวกับพระพรหม อันได้แก่ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือคัมภีร์, พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ, พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือดอกบัว และพระหัตถ์ขวาล่างทรงถือหม้อน้ำมนต์ 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม อันประกอบด้วยรูปเคารพทั้งสาม คือ เหวัชระ (ตัวแทนของอุบาย) อยู่ทางขวาของพระพุทธเจ้า, ไวโรจนะ (ตัวแทนของการตรัสรู้) และ สังวร (ตัวแทนของปัญญา) อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยเหวัชระซึ่งควรจะมีแปดพักตร์ สิบหกกร และมีเพลาสี่กำลังฟ้อนรำเหนือซากศพอันเป็นตัวแทนของอวิชชา ภายหลังพระองค์ได้ทรงสร้างพระโพธิสัตว์โลเกศวรหรืออวโลกิเตศวร (ตัวแทนของความกรุณา) ขึ้นแทนเหวัชระ และนางปรัชญาปารมิตา (ตัวแทนของปัญญา) ขึ้นแทนสังวร

          หลักการของพุทธศาสนาลัทธิตันตระที่เลื่อมใสในช่วงระยะเวลานี้ ถือว่าการตรัสรู้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยเอกภาพของกรุณากับปัญญา

          กรุณาเป็นอุบายที่จะได้มาซึ่งปัญญา โดยตัวแทนของกรุณาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระโพธิสัตว์โลเกศวรผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย       และปัญญาซึ่งเป็นหลักการที่แฝงเร้นแสดงด้วยนางปรัชญาปารมิตา  จากแนวความคิดที่ว่า ปัญญาคือหญิง และกรุณาคือชาย จึงถือกันว่า ปัญญาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายหญิง และกรุณาเป็นผู้ให้กำเนิดฝ่ายชายของการตรัสรู้ ดังนั้นจากแนวความคิดดังกล่าวจึงทำให้ศิลปะแบบบายนแสดงออกในรูปเคารพทั้งสาม อันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นตัวแทนของการตรัสรู้ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นตัวแทนของกรุณาอยู่ทางด้านขวา และนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญาอยู่ทางด้านซ้ายเป็นหลัก

          สำหรับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้น คือ พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาเป็นผู้ป้องกันภยันตราย และเป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือสรรพสัตว์ อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมุ่งหวังในการดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์

          รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายน โดยทั่วไปนี้ แสดงเป็นประติมากรรมรูปบุรุษเกล้ามวยเกศารูปทรงกระบอก ประดับด้วยพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา มี 4 กร

ส่วนภูษาทรงก็เป็นเช่นเดียวกับภูษาทรงของรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ ภูษาสมพตสั้น และมีชายภูษารูปหางปลาทางเบื้องหน้า สำหรับพระพักตร์นั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกซึ้งทางพุทธศาสนา อันแสดงออกถึงการบำเพ็ญสมาธิด้วยการหลับพระเนตรและแสดงออกซึ่งความปิติด้วยการแย้มพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย

          ตามคติของพุทธศาสนาลัทธิมหายานนับถือพระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างโลกเป็นใหญ่ที่สุด และพระอาทิพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ในสวรรค์ชั้นฟ้า และพระธยานิพุทธเจ้าของกัลป์ปัจจุบัน ได้แก่ พระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งประทับอยู่ทางทิศตะวันตก (สุขาวดี) และพระองค์ทรงบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแปลว่า พระผู้มองจากเบื้องบน หรือโลเกศวร ซึ่งแปลว่า เจ้าแห่งพิภพ เป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาของพระองค์ ฉะนั้น รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรจึงล้วนแต่มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาเสมอ

          ส่วนพระโพธิสัตว์โลเกศวรที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง เรียกว่า พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี มีพระเนตรที่สามขวางอยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพระโพธิสัตว์แบบนี้ และนอกจากจะมีรูปพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะปางสมาธิประทับอยู่หน้ามวยพระเกศาแล้ว ยังมีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กๆ ปรากฏอยู่บนพระองค์ทั่วไป เรียงไปตามแนวขวางทั้งบนพระเกศาโดยรอบ บนพระองค์ พระพาหา พระกรช่วงบน ข้อพระบาท และบนนิ้วพระบาท กับทั้งมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรูปสตรี ประทับขัดสมาธิราบ และกางพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง รวม 7 รูป คือ รูปหนึ่งอยู่ตรงกลางพระอุระ ส่วนอีก 6 รูปอยู่บนรอบพระองค์ ลักษณะดังกล่าวนี้ คัมภีร์กรัณฑพยุหสูตรกล่าวว่า เทวดา 12 องค์ได้ออกมาจากพระองค์ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระผู้ทรงดอกบัวบาน และเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์โลเกศวร) และจักรวาลทั้งปวงก็รวมอยู่ด้วยในขุมพระโลมาของพระองค์

          ส่วนคัมภีร์อมิตายุรยานสูตร กล่าวว่า ประเภทมณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรนี้ ประกอบด้วยพระพุทธเจ้า 50 พระองค์ ซึ่งแต่ละองค์แวดล้อมไปด้วยพระโพธิสัตว์อีก 500 องค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็แวดล้อมด้วยหมู่เทวดาอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นรูปบุคคลเล็กๆ ซึ่งปรากฏอยู่บนพระองค์นี้ก็อาจหมายถึง พระพุทธเจ้า 500 องค์ ซึ่งคงเป็นการแบ่งภาคของพระธยานิพุทธอมิตาภะนั่นเอง อันรเป็นที่มาของคำว่า เปล่งรัศมี ส่วนรูปสตรีขนาดใหญ่กว่า 7 รูปนั้น ในหัตถ์ที่กางออกทั้งสองข้างที่ปรากฏบนรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมีก็ทรงถือดอกบัวทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะหมายถึงรูปนางปรัชญาปารมิตาก็ได้ เช่น พบที่เมืองบิญดิญในอาณาจักรจามปา และที่ปราสาทเปรียะถกล แต่ที่พบที่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี กลับมิได้ถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ส่วนรูปนางปรัชญาปารมิตา ถือว่าเป็นศักติอันเป็นอิตถีพละของพระผู้เป็นเจ้าของพระวัชรสัตว์ หรือวัชรธร (ผู้ทรงวัชระคือสายฟ้า) ซึ่งเป็นองค์พระอาทิพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มักนิยมทำคู่กับพระโพธิสัตว์โลเกศวร นับเป็นภาคหนึ่งของพระโลเกศวร แต่เป็นภาคผู้หญิงคู่กับภาคผู้ชายซึ่งอยู่ในรูปของโลเกศวรนั่นเอง ดังนั้นจึงมักมีการเข้าใจผิดว่านางปรัชญาปารมิตาเป็นชายาของพระโพธิสัตว์โลเกศวร ซึ่งพระโพธิสัตว์โลเกศวรนั้นมีชายาคือ นางตารา  มีประติมานวิทยาเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิตันตระของศิลปะเขมรดังนี้ คือ มี 2 กร โดยพระหัตถ์ขวาทรงถือคัมภีร์ และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัวตูม กับทั้งมีอุณาโลมที่กึ่งกลางพระนลาฎ ทรงสวมมุกุฏทรงกรวย (ชฎามุกุฏ) กุณฑลรูปตุ้ม กรองศอรูปสามเหลี่ยม  รวมทั้งทรงทองพระบาท ทองพระกร และพาหุรัดเป็นเครื่องประดับ ภูษาทรงเป็นลายดอกไม้ยาวเกือบจรดข้อพระบาทแบบพับป้าย มีชายภูษารูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ทบสองชั้นห้อยทางเบื้องหน้า คาดทับด้วยสายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับอีกต่อหนึ่ง

นางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของปัญญาอันอุดม ซึ่งก็คือลักษณะสตรีของพระโพธิสัตว์โลเกศวร มีรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับหน้ามวยพระเกศา มวยพระเกศามีลักษณะเป็นทรงกรวยเสมอ ในขณะที่มวยพระเกศาของพระโพธิสัตว์โลเกศวรจักเป็นรูปทรงกระบอก ลักษณะบางประการของพระองค์ซึ่งปรากฏเฉพาะในศิลปะเขมร อาจจะปรากฏมีหลายเศียรและหลายกรสำหรับประติมากรรมที่หล่อด้วยสำริด ส่วนประติมากรรมที่สลักจากศิลานั้นมักแสดงในรูปบุคคลซึ่งทรงถือดอกบัวและคัมภีร์

เป็นที่ทราบกันว่าในศิลปะเขมร นอกเหนือจากการสร้างรูปเคารพอันหมายถึงรูปเทพเจ้า เทพี พระพุทธรูป ทั้งในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาแล้ว ยังมีการสร้างรูปบุคคลในรูปลักษณ์ของเทพเจ้า รูปเหล่านี้สร้างขึ้นในความมุ่งหมายที่ยกสภาวะของบุคคลนั้นขึ้นเสมอเหมือนเทวดา ในขณะที่ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และได้เข้าไปรวมกับเทวดาเมื่อบุคคลผู้นั้นได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปนางปรัชญาปารมิตาในศิลปะเขมรนั้น แม้ว่าจักทรงถือดอกบัวและคัมภีร์เหมือนกันเกือบทุกรูป แต่บางรูปปรากฏมีพระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิหน้ามวยพระเกศา ในขณะที่บางรูปปราศจากพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างแน่นอนในความแตกต่างของประติมานวิทยาของรูปนางปรัชญาปารมิตาทั้งสองลักษณะก็ตาม แต่กระนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าลักษณะของความแตกต่างข้างต้นอาจจะบ่งชี้ถึงความหมายของรูปอันแสดงถึงรูปบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และรูปบุคคลที่สิ้นพระชนม์แล้วถูกยกขึ้นเสมอเหมือนหรือเข้าไปรวมกับนางปรัชญาปารมิตา และน่าจะเป็นรูปของพระนางชัยราชเทวี พระมเหสีองค์แรกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยพระรูปของพระนางชัยราชเทวีในขณะที่ยังคงดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น มิได้ปรากฏรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะหน้ามวยพระเกศา  ส่วนพระรูปเมื่อพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วนั้น ปรากฏในลักษณะของรูปนางปรัชญาปารมิตาที่มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับหน้ามวยพระเกศา

จากรูปเคารพทั้ง 3 ลักษณะ อันได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตา เมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้วก็อาจเรียกรูปเคารพกลุ่มนี้ว่า รัตนตรัยมหายาน ซึ่งโดยทั่วไปจะทำพระพุทธรูปนาคปรกอยู่กลาง มีรูปพระโพธิสัตว์อยู่เบื้องขวา และนางปรัชญาปารมิตาอยู่เบื้องซ้าย

          ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ที่เรียกว่า พระชัยพุทธมหานาถ ตามหัวเมืองทั้ง 23 ไว้สักการะบูชา จึงไม่ได้หมายความว่าทรงสร้างพระชัยพุทธมหานาถขึ้นในเมืองพระนครหลวง (นครธม) แล้วจึงส่งรูปพระชัยพุทธมหานาถดังกล่าวไปยังหัวเมืองทั้ง 23 แห่ง แต่การที่จารึกใช้คำว่า ประดิษฐาน นี้น่าจะเป็นว่าให้สร้างรูปพระชัยพุทธมหานาถขึ้นเองในท้องถิ่น แต่อาจทำพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูปดังกล่าว เมื่อได้ประดิษฐานพระพุทธรูปเหล่านั้นไว้ในศาสนสถานตามหัวเมืองต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงทำพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูปเพื่อเป็นการเฉลิมพระนามให้เป็นพระชัยพุทธมหานาถนั่นเอง

การสร้างพระชัยพุทธมหานาถนี้ คงแสดงถึงการสร้างประติมากรรมให้เกี่ยวพันกับลัทธิพุทธราชา โดยการแสดงลักษณะของพระองค์บางประการในประติมากรรมดังกล่าวนี้ และการที่จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างพระชัยพุทธมหานาถในเมืองต่างๆ 23 แห่งในรัชกาลของพระองค์นั้น ก็แสดงว่าพระชัยพุทธมหานาถซึ่งเป็นพระพุทธรูปนาคปรกนี้จักต้องสร้างขึ้นเมื่อพระองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เช่นเดียวกับกษัตริย์เขมรที่นับถือศาสนาฮินดูได้ทรงประดิษฐานศิวลึงค์คือเทวราช หรือรูปพระวิษณุในคติเทวราชาไว้ในศาสนสถานกลางเมืองในขณะที่กษัตริย์เหล่านั้นยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ดี พระชัยพุทธมหานาถนั้นคงหมายถึง พระพุทธรูปนาคปรกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปเขมรในศิลปะแบบบายน นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปนาคปรกแทบทั้งสิ้น และพระพุทธรูปนาคปรกนี้ก็มักสร้างขึ้นควบคู่กับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาตามคติรัตนตรัยมหายาน ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในสมัยนี้ และจากจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในประเทศกัมพูชาเองก็ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงถือว่าทรงเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระชนกทรงเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์โลเกศวร และพระชนนีทรงเป็นนางปรัชญาปารมิตา

และในบรรดาหัวเมืองต่างๆ 23 แห่ง ก็มีรายชื่อที่สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันด้วย ดังปรากฏรายชื่อ ลโวทยปุระ น่าจะตรงกับเมืองลพบุรี ซึ่งมีพระปรางค์สามยอด, “สุวรรณปุระ น่าจะตรงกับโบราณสถานเนินทางพระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี,  ศัมพูกปัฏฏนะ น่าจะตรงกับโบราณสถานที่สระโกสินารายณ์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, “ชยราชปุรี น่าจะตรงกับเมืองราชบุรี ซึ่งมีวัดมหาธาตุอยู่, “ศรีชยสิงหปุรี น่าจะตรงกับเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีปราสาทเมืองสิงห์, “ศรีชยวัชรปุรี น่าจะตรงกับเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีวัดกำแพงแลง เป็นต้น

          กล่าวกันว่า โอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นามว่า พระวีรกุมาร อันเกิดแต่พระนางราเชนทรเทวี ทรงทำศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ขึ้น ซึ่งนายแกลซ์ (GLAIZE) ได้พบที่ปราสาทพระขรรค์เมื่อปีพ.ศ.2482 เป็นศิลาจารึกแท่งสี่เหลี่ยม มีลวดลายบัวอยู่บนฐาน และลายดอกบัวสลักอยู่บนยอด สูง 1.85 เมตร กว้าง 58 ซม. จารึกมีอยู่ด้านละ 72 บรรทัด ใช้ตัวอักษรรูปเหลี่ยมซึ่งเป็นตัวอักษรสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นภาษาสันสกฤต มีทั้งสิ้น 179 บท และในบทที่ 114-121 ได้กล่าวว่า พระราชา (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถไว้ที่ศรีชยันตปุระ วันธยาบรรพต มรขลปุระ ศรีชัยราชธานี ศรีชยันตคีรี ชยสิงหวตี ศรีชยวีรวดี ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ ศัมพูกปัฏฏนะ ชยราชปุรี ศรีชัยสิงหปุระ ศรีชยวัชรปุระ ศรีชยสตัมภปุรี ศรีชยราชคีรี ศรีชยวีรปุรี ศรีชยกีรติปุรี ศรีชยเกษมปุรี ศรีวิชยทิตยปุรี ศรีชยสิงหาคราม มัธยมครามกะ สมเรนทรคราม ศรีชยปุรี วิหาโรตตรกะ ปุรวาวาสะ

          อย่างไรก็ดี พระชัยพุทธมหานาถนั้นคงหมายถึง พระพุทธรูปนาคปรกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปเขมรในศิลปะแบบบายนนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปนาคปรกแทบทั้งสิ้น และมักสร้างขึ้นควบคู่กับรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาตามคติรัตนตรัยมหายาน ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในสมัยนี้     และจากจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในประเทศกัมพูชาเองก็ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงถือว่าทรงเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระชนกทรงเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์โลเกศวร และพระชนนีทรงเป็นนางปรัชญาปารมิตาตามลำดับ

          จากการกล่าวอ้างของพระองค์นี้ก็อาจถือได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเปรียบพระองค์เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็คงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรกในความหมายของพระชัยพุทธมหานาถ เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์เป็นแน่ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าที่ระเบียงคดของปราสาทบายน ได้พบคำจารึกบนผนังของระเบียงคดแห่งหนึ่งว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองศรีชยวัชรปุรี และอีกแห่งหนึ่งว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถแห่งเมืองชยราชปุรี ก็คือ สถานที่ประดิษฐานรูปจำลองของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ณ ปราสาทบายน ด้วยเหตุที่จารึกกล่าวว่า แต่ละปีจะต้องมีการถวายน้ำสรงแด่พระชัยพุทธมหานาถ และยอดปราสาทบายนแต่ละยอดก็เชื่อกันว่า มีความหมายถึงเมืองแต่ละเมืองในมณฑลของราชอาณาจักรเขมรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการที่ชื่อของเมืองศรีชยวัชรปุรี และเมืองศรีชยราชปุรี ปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายนก็น่าจะตรงกับตำแหน่งของเมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรีที่ขอบนอกของราชอาณาจักร อันเปรียบเสมือนระเบียงคดซึ่งอยู่ด้านนอกของตัวปราสาทบายนนั่นเอง

ในประวัติศาสตร์เขมรโบราณ ผู้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 (พ.ศ.1786-1838) ทรงไม่นับถือพุทธศาสนา แต่กลับไปถือศาสนาพราหมณ์ จึงลบรูปที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาออก หรือว่าบางครั้งเป็นรูปพระพุทธเจ้าก็แปลงเป็นศิวลึงค์เสีย โดยตัดเศียรและตัดพระกรออก ด้วยเหตุนั้นจึงเอาหินไปปิดรูปพระโพธิสัตว์ ปราสาทบายน เดิมเข้าใจว่ากษัตริย์องค์อื่นเป็นผู้สร้างปราสาทบายน แต่เมื่อมาพบรูปพระโพธิสัตว์ ก็สันนิษฐานได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างที่เรารู้เพราะได้พบศิลาจารึกของพระองค์ที่แสดงว่าพระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แลที่ตั้งของปราสาทหลังนี้ก็ตั้งเป็นศูนย์กลางของเมืองใหม่ที่พระองค์ทรงสร้างนั่นเอง

 

 

ฟังเรื่องราวของปราสาทบายน ออกจะใช้เวลามากสักหน่อย

แต่เวลาที่ต้องใช้มากอีกสิ่ง เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็คือการถ่ายรูป

ที่นี่มีมุมภาพให้บันทึกมากโดยมิรู้จักเบื่อ เป็นมุมภาพของใบหน้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วทุกด้านไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาหรือแม้แต่เงยหน้าขึ้นข้างบน ปราสาทหลังนี้ยังเป็นฉากอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดดังๆ เช่น Dr.Lora Croft - The Tomb Raider ที่มีดารานำสาวที่ดังกระฉ่อน คือแอนเจลีน่า โจลี  นอกจากใช้ฉากที่นี่แล้วยังมีที่นครวัดและปราสาทตาพรหมที่ต้องนำไปชมอย่างพลาดเสียมิได้

 

 

วันที่สองของการเดินทางที่ทั้งเหนื่อยและสนุก-ปราสาทปักษีจำกรง-นครธม

วันที่สองของการเดินทาง

วันนี้มีรายการเที่ยวถี่ยิบเลย

ลองดูนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย เหนื่อยน่ะจริงแต่ก็สนุกครับ

เช้าไปเที่ยวเมืองนครธม ปราสาทบายน ปราสาทพิมานอากาศ เขตพระราชวัง

บ่ายเที่ยวปราสาทบันทายศรี  ปราสาทกระวาน ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาแก้ว

เย็น ขึ้นเขาพนมบาแค็ง

 

วันนี้ตื่นปลุกให้ตื่น ตอน 6 โมงเช้า ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว 1 ชั่วโมง

เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม

อาหารจัดเป็นบุ๊ฟเฟต์ มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผัดเส้นหมี่ ผัดผัก ไส้กรอก แฮม หรือข้าวต้ม และกับข้าวต้ม ตั้งแต่ผักดอง ถั่วลิสงทอด ไข่ทอดต่างๆ น้ำผลไม้ นมสด น้ำเต้าหู้ หรือ ชา กาแฟ

 

หลังอาหารเช้า นัดหมายออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งในเวลา 8 โมงเช้า

เริ่มเดินทาง รถบัสมุ่งหน้าออกไปก็ตรงไปยังด่านตรวจบัตรค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ Check Point จากนั้นรถก็ผ่านไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด

ผ่านเห็นคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด ผ่านถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปศรีษะบุคคลพร้อมหน้าขนาดใหญ่ แต่ก่อนจะถึงบริเวณดังกล่าว ให้มองด้านซ้ายมือ จะมีปราสาทขนาดย่อมตั้งอยู่ ปราสาทนี้มีชื่อเรียกว่า ปราสาทปักษีจำกรง

 

ปราสาทปักษีจำกรง

(รูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ใน

แบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490)

พระเจ้าหรรษะวรมันที่ 1 (พ.ศ.1450-1465) โปรดให้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.1465 ในยุคศิลปะแบบเกาะแกร์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและมารดา ประกอบด้วยปราสาทอิฐหลังเดียวอยู่บนฐานศิลาแลง 3 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทับหลังแกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เทพผู้รักษาทิศตะวันออก จารึกภาษาสันสกฤตบนกรอบประตูทั้งสองด้านกล่าวว่า พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา โดยโปรดให้ประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะและพระอุมาไว้ ต่อมาพระเจ้าราเชนทรวรมัน (พ.ศ.1487-1511) มาซ่อมแซมในราว พ.ศ.1490 ด้วยการประดับปูนปั้นสีขาว

 

ชื่อปราสาทปักษีจำกรงเป็นชื่อเรียกตามนิยายพื้นบ้าน เพราะไม่พบจารึกบอกชื่อของปราสาท ซึ่งชื่อมักจะมาจากภาษาสันสกฤต เพราะว่าสร้างในศาสนาฮินดู หรือไม่ก็ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อไม่พบจารึกก็ไม่สามารถทราบชื่อเดิมของปราสาทได้ นิยายโบราณที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าศึกยกทัพมาประชิดเมืองพระนคร กษัตริย์ก็หลบหนีข้าศึกมาหลบซ่อนอยู่ข้างนอก ข้าศึกเกือบจะจับตัวได้แล้ว แต่มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินมากางปีกคุ้มกันกษัตริย์ให้หนีจากข้าศึกได้ และรวบรวมไพร่พลขึ้นมาต่อสู้ข้าศึกจนชนะและกลับมาครองราชย์อีกครั้ง จึงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นกตัวนี้ และให้ชื่อว่า ปราสาทปักษีจำกรง

คำว่า กรง ที่มีความหมายว่าเมืองใหญ่ ที่ตรงกับคำไทยว่า กรุงกับกลายเป็นที่อยู่ของนกในความเข้าใจของคนไทย ก็น่าจะมาจากนิทานนกอยู่กรงหรือปักษีจำกรงของกัมพูชา

 

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คิดว่าปราสาทแห่งนี้คงเป็นต้นเค้าของการเอาศพใส่โกศของไทย  จริงๆ แล้วธรรมเนียมการใส่ศพในโกศของเราเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ ไม่เกี่ยวกับพุทธเลย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้คนที่ตายแล้วไปอยู่รวมกับพระอิศวร จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป คำเดิมของคำว่า โกศ แปลว่า ที่ครอบศิวลึงค์ และศิวลึงค์ก็คือพระอิศวรนั่นเอง

 

ตรงผนังด้านในของกรอบประตูปราสาทปักษีจำกรงนี้ มีจารึกอักษรเขมรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษ บรรพสตรีของชาวเขมร โดยกล่าวถึงชื่อศรีกัมพุชและเมรา ซึ่งเป็นบุรุษและสตรีคู่แรกของดินแดนแห่งนี้ (เหมือนๆกับ อดัมส์กับอีฟ นั่นแล) ที่มาของชื่อแผ่นดินนี้ คือกัมพูชา ที่แปลว่าผู้สืบทอดมาจากกัมพุช และคำว่าเขมร ที่หมายถึงเหล่าคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งกัมพุช ที่มีต้นคำจากเมรา นี่คือจารึกเมื่อประมาณเกือบ 1 พันปีมาแล้ว

 

 

เดินผ่านปราสาทปักษีจำกรงไปตามถนนสัก 80 เมตร ก็จะจรดอังกอร์ธม Angkor Thomหรือเมืองนครธม ก็คือถึงปากสะพานนาคข้ามคูเมืองสู่ซุ้มประตูและแนวกำแพงเมือง

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761)   สร้างราชธานีใหม่ในปี พ.ศ.1724 เรียกว่า เมืองพระนครหลวง หรือนครธม พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร ประตูเมืองพระนครหลวง มีประตูทั้งหมด 5 ประตู ประจำทิศทั้ง 4 แต่ทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือ ประตูชัย และประตูผี เพราะสมัยก่อนจะไม่มีการเผาศพคนตายในเขตเมือง แต่จะเอาไปเผานอกเมืองโดยเอาออกทางประตูผี (ทิศตะวันออก) ใส่โลงเอาศพนอนลง หันหัวไปทางทิศตะวันออก หน้าจะได้หันไปทางทิศตะวันตก

 

ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า เดิมเชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) ต่อมา ศ.บวซเซอลีเย่ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า น่าจะเป็นใบหน้าของคน 4 คน ไม่ใช่รูปคนเดียวที่มี 4 หน้า และหน้าคนทั้ง 4 นี้คงจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน ที่มุมของซุ้มประตูมีภาพสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถือกันว่าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองพระนคร ช้างเอราวัณจะมีงวงยาวลงมาจนถึงดอกบัวข้างล่างทั้งด้านนอกและด้านใน

          ท้าวจัตุโลกบาล เทวดาผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ ประกอบด้วย

      ทิศเหนือ ท้าวเวสสุวัณ            ทิศตะวันออก ท้าวธตรฐ

      ทิศใต้   ท้าววิรุฬหก               ทิศตะวันตก   ท้าววิรูปักษ์

 

ที่ประตูทางเข้าแต่ละด้านมีทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า ชัยสินธุ เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ มีกำแพงชื่อว่า ชัยคีรี ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตนยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร

 

บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เน้นให้เห็นว่า เมืองพระนครหลวงเป็นดินแดนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นโลกแห่งเทวดา นาคที่เหล่าเทวดาและอสูรยุดอยู่นั้น อาจจะหมายถึง ศรของพระอินทร์ คือ สายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกของเทวดากับโลกของมนุษย์เข้าด้วยกัน

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มารดาคือ พระนางชัยราชจุฑามณี ธิดาของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 พระมเหสีคือ พระนางชัยราชเทวี และต่อมาเมื่อพระมเหสีองค์นี้สิ้นพระชนม์ ก็ตั้งองค์ใหม่คือ พระนางอินทรเทวี (พี่สาวของพระนางชัยราชเทวี) ซึ่งรอบรู้ทางศาสนาและปรัชญา แต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ในวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสอนสตรีเขมร และเป็นผู้แต่งจารึกปราสาทพิมานอากาศขึ้น ซึ่งในจารึกนี้เองที่ทำให้ทราบถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, การถือศีลภาวนาของพระนางชัยราชเทวี, การสงครามของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และการประดิษฐานรูปพระชนก พระชนนี พระเชษฐา-อนุชา พระสหาย และพระราชวงศ์ ประกอบกับการพบประติมากรรมที่สำคัญจำนวนหนึ่งเป็นรูปพระราชวงศ์ และขุนนางที่สร้างขึ้นภายใต้ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นเทพแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังพบว่าโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์หนึ่ง               มีสร้อยพระนามว่า ลโวทเยศ อันหมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงละโว้ จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงส่งราชโอรสมาปกครองที่ละโว้ หรือลพบุรี

 

 

เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom

(ศิลปะแบบบายน พ.ศ.1724-1761)

 

          ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henry Muhot) ได้เรียกใบหน้าบุคคลทั้งสี่ว่า ผู้สงบเงียบสันโดษ (Placid and stupid)

          ปีพ.ศ.2445 นายพอล เปอลิโอ (Paul Peliot) ได้แปลจดหมายเหตุของจิวตากวน ชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังเมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1839 เป็นภาษาฝรั่งเศส  ซึ่งจิวตากวนได้เขียนไว้ว่า ที่ประตูเมืองทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลที่มี 5 ใบหน้า ใบหน้าที่ 5 อยู่ข้างบน ทำด้วยทองคำ ซึ่งปัจจุบันใบหน้าที่ 5 ได้พังทลายไปหมดแล้ว เขาจึงสันนิษฐานว่า ใบหน้าทั้งสี่น่าจะหมายถึงพระพรหม ส่วนใบหน้าที่ 5 ที่หายไปแล้วน่าจะหมายถึง พระศิวะ ซึ่งความเชื่อนี้ได้มาผนวกกับปราสาทตาพรหมที่มีซุ้มประตูลักษณะเหมือนกัน และชื่อตาพรหมก็หมายถึงพระพรหม จึงมีการสรุปกันว่า ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงสร้างตามคติของศาสนาฮินดู

          ปีพ.ศ.2454 นายหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Fino) ได้เสนอว่า ใบหน้าที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมือง น่าจะเหมือนกับซุ้มประตูของศิลปะจามบางแห่งที่โปนาการ์ (Pho Nagar) และที่นาตรัง (Nha Trang) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าส่วนยอดเป็นรูปของลึงค์ และลึงค์ที่พบบ่อยมากก็แกะสลักเป็นใบหน้าของบุคคล หมายถึง พระศิวะ

          ปีพ.ศ.2467 นายหลุยส์ ปาร์มองติเย่ (Louis Parmentier)      ได้ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่หน้าบันโดยบังเอิญ เมื่อเลื่อนเอาหินที่ทับหน้าบันนั้นออก

          ปีพ.ศ.2470 ศ.ฟิลลิป สแตร์น (Philipe Stern) สรุปว่า เมืองพระนครหลวง และปราสาทบายน ไม่ใช่เมือง ยโศธรปุระที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 15 แต่เป็นเมืองที่สร้างในสมัยหลัง

          ปีพ.ศ.2471 ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ได้แปลจารึกที่พบที่มุมทั้งสี่ของเมืองพระนครว่า เมืองพระนครหลวงและปราสาทบายน สร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

          ปีพ.ศ.2476 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ที่ปราสาทประธานของปราสาทบายน ปัจจุบันนำไปประดิษฐานไว้ที่ศาลาใกล้ถนนที่ทอดจากหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัยทางด้านทิศตะวันออก และได้มีการค้นพบจารึกปราสาทประธานซึ่งทำให้ทราบว่า ปราสาทหลายหลังที่รายรอบปราสาทประธานเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาเคารพบูชาเจ้านายในราชวงศ์ และประติมากรรมรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ด้วย

          จากการค้นพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ สรุปว่า เมืองพระนครหลวง ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี เป็นศิลปะสมัยบายน สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน รูปใบหน้าที่ปรากฏตามซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง และที่ปราสาทบายน เป็นรูปของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้คนไปทั่วทุกทิศ

          ต่อมา ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ (Jean Boisseilier) ได้ศึกษารูปบุคคลที่ปราสาทบายน และซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง แล้วเสนอทฤษฎีใหม่ว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงทั้ง 5 ประตู ไม่น่าจะใช่รูปพระโพธิสัตว์โลเกศวร เนื่องจากรูปดังกล่าวทำศิราภรณ์เครื่องประดับผมใหม่ เป็นลายใบไม้ ซึ่งในศิลปะขอมสมัยเดียวกันและก่อนหน้านี้ มีการทำศิราภรณ์ลายใบไม้ในรูปนักรบและอสูร

          ศ.ชอง บวซเซอลีเย่ กล่าวอีกว่า ความหมายของรูปเคารพที่เมืองพระนครหลวงนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากเหตุที่เมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ถูกพวกจามปาตีแตกเมื่อปีพ.ศ.1720 พวกจามได้ทำลายความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า เมืองยโศธรปุระเป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า อันได้แก่พระศิวะที่ประทับบนเขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุจำลอง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลาย เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบชนะพวกจาม พระองค์ก็ต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เพื่ออัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตเพื่อให้เป็นเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับเมืองพระนครเดิม พระองค์จึงเลือกสถานที่ค่อนไปทางเหนือของเมืองพระนครเดิม สร้างกำแพงเมือง ขุดคูน้ำ แล้วสร้างปราสาทบายนให้มีความหมายถึงเขาพระสุเมรุ แกนของจักรวาลขึ้นมาแทนที่เขาพนมบาแค็ง เขาพระสุเมรุแห่งใหม่คือที่ประทับของพระอินทร์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน      

ซึ่งทาง ศ.บวซเซอลีเย่ได้สันนิษฐานว่า พระอินทร์น่าจะหมายถึงตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง เทวดาทั้ง 33 องค์น่าจะหมายถึงเจ้าชาย และเจ้าเมืองที่เป็นบริวารในราชอาณาจักร ปราสาทบายนจึงกลายเป็นที่ชุมนุมเทวดาทั้งมวล หรืออินทรสภานั่นเอง

          ศ.บวซเซอลีเย่ กล่าวว่า รูปบุคคลที่ซุ้มประตูเมืองพระนครหลวง น่าจะเป็นรูปท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคง และความแข็งแรงให้กับเมืองพระนครหลวง ให้เป็นเมืองที่ไม่มีวันถูกทำลายเหมือนเมืองของพระอินทร์

          ศ.บวซเซอลีเย่ ยังกล่าวอีกว่า พระอินทร์เคยรบกับอสูรเพื่อแย่งชิงต้นปาริชาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เปรียบพระองค์เองเป็นพระอินทร์ เปรียบพวกจามเป็นอสูร สถานที่ที่ท่านรบชนะพวกจาม ก็คือ ที่ตั้งของปราสาทพระขรรค์ เปรียบเป็นวิมานแห่งชัยชนะของพระอินทร์ หรือไวชยันตระปราสาท หรือไพชยนต์

** สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวราชา คือที่มาของเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ เหตุการณ์สำคัญตอนนั้นคือ พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปประทับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์สนองพระคุณพระพุทธมารดา โดยพระอินทร์ได้ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธมารดาซึ่งเสวยวิมุติสุข ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเสด็จลงมาเพื่อสดับพระอภิธรรมนั้น

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาต่อเนื่องจนครบสิ้นพรรษา 3 เดือนแล้ว จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่โลกมนุษย์บริเวณใกล้เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์เนรมิตบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์เพื่อเป็นทางเสด็จ และบันไดเงินกับบันไดทองขนาบข้างสำหรับพระพรหมข้างหนึ่ง และพระอินทร์อีกข้างหนึ่ง ยอดบันไดพาดที่ยอดเขาพระสุเมรุ เชิงบันไดจรดพื้นดินใกล้บริเวณเมืองสังกัสสะ

เหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว  ทำกันเมื่อวันแรกออกพรรษา ชาวบ้านเรียกว่า วันเปิดโลก เล่าขานกันตามความเชื่อที่ว่า คือวันที่สัตว์ทุกจำพวก ได้แก่ มนุษย์ เดรัจฉาน สัตว์นรกในหมื่นโลกธาตุ ต่างมองเห็นกันได้โดยทั่วตลอด

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทวราชาคือพระอินทร์ สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งหยั่งลึกลงไปในสีทันดรมหาสมุทร 84,000 โยชน์ และพ้นน้ำขึ้นเป็นจำนวนโยชน์เท่ากัน

ภูเขาวงแหวนเจ็ดวง คือ เขาสัตบริภัณฑ์ ล้อมลดหลั่นรอบเขาพระสุเมรุ วงในสุดชื่อว่า ยุคันธร เป็นที่สถิตของท้าวจตุโลกบาล ระดับยอดเขายุคันธรนี้เป็นแนวโคจรของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถัดต่ำออกมาคือ ภูเขาวงแหวนอิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และสุดท้ายคือวงนอกสุดซึ่งระดับต่ำสุดชื่อว่า อัสสกรรณ วัดจากระดับพื้นน้ำสีทันดรมหาสมุทรถึงยอดได้ 656 โยชน์

ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเรื่องเล่าในพุทธประวัติว่า พระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงปลงพระเกศาเพื่อทรงผนวช พระอินทร์ก็ได้อัญเชิญพระเกศานั้นขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณี ซึ่งพระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ถวายเพลิงพระบรมศพแล้ว พระอินทร์ก็อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์จุฬามณีเช่นกัน เจดีย์จุฬามณีจึงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล และมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะแทนพระพุทธองค์ด้วย

เจดีย์จุฬามณี พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับประดิษฐานพระเกศาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธกิจครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์ก็อัญเชิญ พระทาฐะธาตุ ขึ้นไปประดิษฐานเพิ่มเติมไว้ในเจดีย์จุฬามณีอีก หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา บอกว่า พระทาฐาธาตุดังกล่าวเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบน แต่ไม่ได้ระบุว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา

เจดีย์จุฬามณีตามคติความเชื่อของชาวไทยโบราณจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่มีความหมายเฉพาะ นอกเหนือจากความเป็นพระมหาธาตุเจดีย์โดยทั่วไป

ที่มาของพระพุทธรูปนาคปรก มีเรื่องราวอยู่ในช่วงเจ็ดสัปดาห์หลังการตรัสรู้ อันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสภาวะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ 6 ว่า พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไม้จิก ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นั้นแล้วที่อากาศวิปริต พายุฝนนอกฤดูกาลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นอุทกภัย มุจลินท์นาคราชอาศัยอยู่ในสระน้ำใกล้บริเวณนั้นได้ขึ้นมาขดขนดกายเป็น 7 รอบ แผ่พังพานปกป้องมิให้เย็นและร้อนต้องแดดลม จนเมื่อความวิปริตแปรปรวนกลับสู่ปกติ มุจลินท์นาคราชจึงแปลงกายเป็นมานพหนุ่มนั่งนมัสการอยู่เฉพาะพระพักตร์

หลังชมนครวัด

ชมนครวัดจนเวลาโพล้เพล้

ตอนเดินออกมาจากเขตปราสาทนครวัดก็เป็นช่วงเวลาโพล้เพล้ พระอาทิตย์กำลังจะทิ้งดวง        ผู้คนก็เริ่มทยอยเดินออกมาข้างนอก ระยะทางที่เดินจากตัวปราสาทด้านในถึงด้านนอกกินระยะทางร่วมกิโลได้ ตอนเย็นๆผู้คนนักท่องเที่ยวออกมาเต็มไปหมด รถบัส รถตู้ รถสามล้อเครื่องก็รอกันขวักไขว่อยู่ด้านหน้า ต้องคอยมองหารถของตนเอง

เหน็ดเหนื่อยจากการชมปราสาทที่ยิ่งใหญ่อย่างนครวัด  ก็จะมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองเสียมเรียบ (ไม่กี่กิโล) ตรงเข้าที่พักโรงแรม เพื่อให้ได้พักผ่อนอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวขึ้น

โรงแรมที่เลือกใช้ครั้งนี้ ชื่อ โรงแรมซิตี้รอแยล City Royal เป็นโรงแรมระดับสี่ดาว

โรงแรมที่พักในเสียมเรียบนับวันก็จะมีมากขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวกันตามกิตติศัพท์ปากต่อปาก

 

เพิ่งไปเห็นสถิติผู้คนที่เข้ามาเยือนกัมพูชา

(Cambodia Top 10 Tourist Arrivals)

ปี 2548 มีรวมทั้งหมด 1,055,202 คน

ปี 2549 ที่ผ่านมามี 1,421,615 คน มากขึ้นจากปีกลาย 34.72 % (ตั้งเกือบ 4 แสนคน)

ปี 2549 พวกมามากสุดคือ

1.พวกแดจังกึม เกาหลีใต้ ประมาณ 2 แสนกว่าคน

2.พี่ยุ่น ญี่ปุ่น ประมาณ  1 แสน 3 หมื่นคน

3.ลุงแซม อเมริกัน ประมาณ 1 แสนเศษ

4.ฝรั่งเศส ฟรองซ์เซ่  ประมาณ เกือบ 7 หมื่น

5.สหราชอาณาจักร ไพร่ฟ้าของควีนส์เอลิซเบ็ธ ประมาณ 6 หมื่น 6

6.ไทยแลนด์ เพื่อนเสียมกุก ประมาณ 6 หมื่น 3

7.จีนพี่เต้ย ประมาณ 5 หมื่น 9

8.จีนไต้หวันน้องนุช ประมาณ 5 หมื่น 4

9.น้องเวียต แหนมเนือง ประมาณ 4 หมื่น 9

10.จิงโจ้ ออสเตรเลีย ประมาณ 4 หมื่น 7

 

เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวแล้วบอกได้ว่าเยี่ยม

รายได้งามหล้ายหลาย

 

มาดูโรงแรมที่พักของ ซิตี้รอแยล City Royal โรงแรมนี้มีรูปอาคารเป็นตึกสี่เหลี่ยมหน้ากระดานยาวหลังคาเป็นสามเหลี่ยมลาด มีการตกแต่ที่หน้าจั่วเป็นลวดลายแบบกนก มีจำนวนชั้น 4 ชั้น มีสระว่ายน้ำอยู่ด้านหลัง มีห้องอาหารขนาดใหญ่

มาตรฐาน 4 ดาวแบบพื้นๆ ไม่ถึงขันหรูหราที่เรียกว่า เดอลุกซ์

ที่เสียมเรียบมีโรงแรมระดับเดอลุกซ์ประมาณไม่เกิน 10 แห่ง ส่วนใหญ่จะมีระดับ 4 ดาวแบบ City Royal สำหรับระดับ 3 ดาว และเกสต์เฮาส์ก็มีจำนวนมาก

 

ห้องนอนของ City Royal จัดเรียบๆแต่น่าพัก มีทีวี รับช่องสถานีไทยได้เพราะอยู่ไม่ไกลจากไทยมีเคเบิ้ลทีวีและช่องท้องถิ่นเขมรหลายช่อง (มากกว่า 3 ช่อง) ห้องสุขภัณฑ์มาตราฐานอยู่ในเกณฑ์ดี มีตู้เย็นบริการขายเครื่องดื่มและของขบเคี้ยว (Mini Bar)

 

ได้พักผ่อนอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ไปรับประทานอาหารค่ำกัน

ค่ำวันนี้จะนำไปรับประทานอาหารกันที่

ภัตตาคารแม่โขง (คนไทยเป็นเจ้าของ) พร้อมชมการร่ายรำนาฏศิลป์ และการละเล่นพื้นเมือง ภัตตาคารแม่โขงนี้อยู่บนถนนหลวงสาย 6 ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเสียมเรียบ พื้นที่ของภัตตาคารนั้นกว้างขวางใหญ่โต รับนักท่องเที่ยวได้ถึงพันคน อาหารบริการแบบบุฟเฟต์ มีหลากหลายชนิดแบบไทยๆ เอเซียแซมด้วยตะวันตกด้วย

อาหารที่นี่มีมากจริงๆ รวมทั้งขนมหวานแบบไทย เขมร แบบตะวันตก ผลไม้ ไอศครีม น้ำแข็งไส

 

เรื่องอาหารการกินในเสียมเรียบไม่ต้องเป็นห่วงเลย จัดอยู่ในเกณฑ์ดี

มาดูการแสดงที่ทางเขมรโชว์นักท่องเที่ยว ถ้าเป็นคนไทยละก้อจะคุ้นเคยกับการแสดงเป็นอย่างดี เพราะอิทธิพลของเพื่อนบ้านที่มีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการร่ายรำคล้ายกับรำโขน การฟ้อน การละเล่นพื้นบ้าน เรื่องที่เล่นเช่น รามเกียรติ์ เป็นต้น การร่ายรำพร้อมคำร้อง ที่เปล่งว่า จ๊ะเอ๋.. จ๊ะเอ๋ ใครให้ใคร ต้องขออภัยนะครับ ยังไม่ทราบ เพราะมิได้สอบถามและค้นคว้ามา  ตัวห้องโถงของภัตตาคารนั้นโอ่อ่า และมีพัดลมพ่นไอน้ำช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี หลังอาหารแล้วค่ำคืนนี้คงได้หลับสนิทเป็นแน่ เพราะเป็นวันแรกของการเดินทาง ที่ต้องตื่นนอนแต่เช้าตรู่มากๆ ด้วยที่ว่าต้องจับไฟลท์ที่ออกแต่เช้า แล้วมาเที่ยวต่อเนื่องตลอดวัน

 

พักผ่อนให้สบายๆและเต็มที่นะครับ

วันรุ่งขึ้นมีรายการเต็มเอียด

1月13日

ตามมาเลยครับ ยังมีให้ดูอีกเยอะ

ภาพสลักด้านนี้ผมชอบครับ เรื่องราวสนุกดี 

 

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนใต้  เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ตามเรื่องในภาควัตปุราณะ ซึ่งเป็นที่นิยมมากของช่างขอม แบ่งออกเป็นส่วนซ้อนกันตามแนวนอน มีความยาวเกือบ 50 เมตร มีเรื่องอยู่ว่า วันหนึ่งเทพธิดาองค์หนึ่งได้เก็บพวงดอกไม้ได้มาจากสวรรค์ และมอบพวงดอกไม้ให้กับพระฤาษีทรุวาสด้วยความศรัทธา พระฤาษีก็นำคล้องคอ กลิ่นหอมแรงของดอกไม้ดังกล่าวทำให้พระฤาษีเกิดอารมณ์เพ้อฝัน    ได้ลุกขึ้นเต้นรำทำท่าทางต่างๆ ร่ายรำไปจนพบกับพระอินทร์ พระฤาษีได้มอบมาลัยนั้นให้กับพระอินทร์ พระอินทร์ก็วางมาลัยบนหัวช้างทรง (ในฉบับของอินเดียนั้น พระอินทร์ไม่ได้ทรงช้าง และฉีกมาลัยนั้นด้วยตนเอง)  เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้หอมนั้นก็เกิดความบ้าคลั่ง เอางวงจับมาลัยฟาดลงดินและเหยียบขยี้   เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระฤาษีโกรธ  หาว่าพระอินทร์ล่วงเกินดูหมิ่น   จึงได้สาปแช่งให้พระอินทร์พ่ายแพ้แก่อสูรและหมู่ยักษ์ แล้วฤาษีก็จากไปด้วยความโกรธ ส่วนพระอินทร์ก็จากมาด้วยความเศร้า  จากนั้นมาพระอินทร์ก็มีฤทธิ์ถอยลงทุกทีรวมถึงเทวดาบริวารทั้งหลายต่อสู้กับยักษ์ก็มักจะพ่ายแพ้      ยักษ์ทั้งหลายเริ่มกำเริบรังแกเทวดาน้อยใหญ่ เทวดาทั้งหลายจึงมาเฝ้าพระอินทร์ขอให้พาไปเฝ้าพระนารายณ์เพื่อปราบยุคเข็ญต่อไป ครั้งนี้พระวิษณุได้ออกอุบายร่วมกับพระอินทร์  ให้มีการกวนเกษียรสมุทร    โดยให้เทวดาทั้งหลายไปเก็บโอสถสมุนไพรจากที่ต่างๆ ใส่ลงในเกษียรสมุทร     แล้วป่าวประกาศให้ยักษ์อสูรทั้งหลายมาช่วยกวนเกษียรสมุทรจะได้ดื่มน้ำอมฤตและมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็นอมตะตลอดไป      ยักษ์ทั้งหลายหลงเชื่อจึงมาช่วยกวนโดยพญาครุฑได้เหาะยกเอาภูเขามันทรสิงขร ซึ่งเป็นเขาบริวาร 1 ใน 4 ของเขาพระสุเมรุมาจมลงในเกษียรสมุทรเป็นไม้พายกวน เอาพญานาควาสุกีม้วนพันภูเขา  แล้วให้เทวดาดึงหางพญานาค และอสูรดึงทางเศียรพญานาค    และเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่แคลนคลอนและป้องกันไม่ให้เขามันทรสิงขรทะลุโลกไปถึงบาดาล พระวิษณุได้อวตารร่างมาเป็นเต่าขนาดใหญ่รองรับเขาเอาไว้และแบ่งภาคประทับอยู่บนภูเขาด้วย เรียกกันว่า กูรมาวตาร ขณะชักพญานาคกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น  อสูรที่ชักทางหัวนาคก็ถูกพญานาคพ่นไฟร้อนออกจากปากแต่ก็จำทนเพื่อจะได้น้ำอมฤต ส่วนพระวิษณุก็ร่ายมนตร์ให้ฝนตก  ฝ่ายเทวดาก็เย็นสบายไม่เหนื่อยแรงมาก ต่อมาพญานาควาสุกรีได้พ่นพิษออกมา พระพรหมเกรงว่าบรรดาเทวดาทั้งหลายจะตายเพราะพิษ จึงขอให้พระอิศวรซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเป็นอมตะไม่ตายทรงกลืนน้ำพิษเข้าไป และไปเผาไหม้พระศอจนเป็นสีดำ จึงมีชื่อเรียกพระอิศวรอีกชื่อหนึ่งว่า นิลกันตะ แปลว่า คอดำ   หลังจากที่กวนน้ำอมฤตกว่า 1,000 ปี ก็ได้ปรากฏสิ่งของต่างๆ ขึ้นมากมาย คือ แม่โคชื่อสุรภี เป็นแม่โคสารพัดนึก เป็นแม่ของโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ / เทพีวารุณี อันเป็นเทพีแห่งสุรา / ต้นปาริชาติ / นางอัปสร 35 ล้านนาง / พระจันทร์โสม พระศิวะเอาไปเป็นปิ่นปักผม / พิษร้ายที่พญานาควาสุกรีพ่นออกมา เหล่านาคทั้งหลายพากันดื่มกินเพื่อเพิ่มพลังพิษให้กับตนเอง / พระลักษมี พระวิษณุเอาไปเป็นมเหสี / ม้าแก้วอุจไฉศรพ / ช้างไอราวัณ   จากนั้นการกวนเกษียรสมุทรก็สิ้นสุดลงหลังจากที่ได้น้ำอมฤตที่บรรจุในภาชนะ ซึ่งเทพธันวันตะรี แพทย์ผู้ชำนาญในอายุรเวทของเหล่าเทวดาเป็นผู้เชิญขึ้นมาจากเกษียรสมุทร ฝูงยักษ์เข้าไปจะดื่ม   พระวิษณุเห็นท่าไม่ดีเพราะหากให้อสูรดื่มเข้าไปจะยิ่งเห็นฤทธิ์เดชจนไม่อาจจะปราบได้     จึงแปลงร่างพระองค์เป็นสาวงามคอยหลอกล่อเหล่าอสูรให้หลงเสน่ห์และตามไปจนห่างน้ำอมฤตทุกที  แล้วเหล่าเทวดาก็รับดื่มน้ำอมฤต ฤทธิ์เดชก็กลับมาดังเดิม   แต่มีอสูรตนหนึ่งได้แอบดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเล็กน้อย พระอาทิตย์ และพระจันทร์ได้ฟ้องแก่พระวิษณุ  พระวิษณุจึงขว้างจักรมาฆ่าอสูรตนนั้นที่ชื่อราหู แต่น้ำอมฤตที่พระราหูดื่มเข้าไปได้ลงมาถึงท้องพอดี ส่วนบนจึงเป็นอมตะ ส่วนล่างจึงขาดหลุดไป ดังนั้นเรื่องราวของราหูอมจันทร์ หรือสุริยคราสนั้นคงเกิดจากการแก้แค้นของราหูนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาเหล่าอสูรก็ไม่สามารถต้านทานฤทธิ์เดชของเทวดาได้จึงพ่ายแพ้กลับไป

ในภาพสลักเป็นฝ่ายอสูร 92 ตนดึงทางส่วนหัวพญานาค ฝ่ายเทวดา 88 องค์ดึงส่วนหาง ด้านขวาสุดอาจเป็นหนุมานมาช่วยเทวดาด้วย เห็นปลาและจรเข้ขาด 2 ท่อนเพราะแรงน้ำวน

       

บนประตูกลางด้านตะวันออกมีจารึกขนาดใหญ่ สลักขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 เล่าเรื่องการสร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิบนพื้นดิน

       

ระเบียงด้านตะวันออกส่วนเหนือ  เป็นภาพสลักที่ทำขึ้นภายหลังร่วม 550 ปี ความสวยงามจึงสู้ของเดิมที่สร้างมาแต่แรกไม่ได้ ในสมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2099) ได้ส่งทหารมาปราบพวกเขมร แต่พ่ายแพ้แก่นักองค์จัน เสียไพร่พลช้างม้าเป็นอันมาก ดังปรากฏอยู่ในพงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐฯ นักองค์จันทรงถือตนเองว่าเก่ง ก็ได้มาสร้างราชธานีอยู่ที่นี่ หลังจากมีการอพยพทิ้งร้างไปนานร่วม 400 ปีแล้ว รู้ได้เพราะมีการพบจารึกบอกว่า นักองค์จันโปรดให้สลักภาพที่ยังไม่ได้สลักหรือร่างโกลนไว้แล้วให้สำเร็จ ภาพนี้แสดงถึงชัยชนะของพระนารายณ์ต่อพวกอสูรและทรงครุฑอยู่ตรงกลางของภาพ ฝีมือการสลักภาพยังไม่สู้ดีนัก และได้รับอิทธิพลจากศิลปะไทยด้วย เพราะนักองค์จันเคยมาอยู่กรุงศรีอยุธยามาก่อน คือ ภาพสลักบางภาพสลักรูปบุคคลนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ที่เราเรียกว่า ถกเขมร แต่ข้างล่างจะมีรอยของสนับเพลาหรือกางเกง กล่าวคือ นุ่งผ้าโจงกระเบนทับอยู่บนกางเกงเหมือนละครรำของไทย ปกติเขมรจะนุ่งโจงกระเบนอย่างเดียว เพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย  คนไทยชอบนุ่งกางเกง  รวมถึง ห่มผ้าสไบ อย่างรูปสลักเทพธิดา หรือนางอัปสรที่มักจะเปลือยอกอยู่เสมอ เขาไม่เคยห่มสไบ แต่รูปสลักพวกนี้ห่มสไบ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะไทย

       

ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันออก  เป็นภาพเรื่องการรบพระกฤษณะกับพญาพาน พระกฤษณะมี 8 กร มีเศียรหลายเศียร ทรงครุฑ ส่วนพญาพานมีมือหลายมือทรงรถเทียมราชสีห์ ด้านขวาสุดของภาพมีภาพพระอิศวรประทับนั่งอยูบนเขาไกรลาส พร้อมกับพระอุมา และพระคเณศ กำลังขอให้พระกฤษณะไว้ชีวิตแก่พญาพาน และพระกฤษณะก็ยกโทษถวายสาเหตุที่รบกันคือ พญาพานได้ไปชิงตัวหลานพระกฤษณะเอามาเป็นเมีย

 

ระเบียงด้านเหนือส่วนตะวันตก  เป็นภาพเล่าเรื่องเทวาสุรสงคราม คือ เป็นภาพเทวดาในศาสนาฮินดู 21 องค์กำลังต่อสู้กับอสูรกาลเนมิ สลักเต็มพื้นที่ ไม่มีการแบ่งเป็นแนว ด้วยเหตุนั้นคงสลักขึ้นเป็นรุ่นแรกสมัยสร้างปราสาทนครวัด  เป็นภาพสลักที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งในปราสาทนครวัด เทวดาเหล่านี้ทรงพาหนะและอาวุธประจำองค์ สังเกตดูได้ง่ายๆ เช่น ท้าวกุเวรทรงยักษ์, พระขันทกุมารทรงนกยูง, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระนารายณ์ทรงครุฑ, พระยมทรงควาย, พระอิศวรทรงโค, พระพรหมทรงหงส์, พระพายและพระอาทิตย์ทรงม้า, พระวรุณทรงนาค 5 เศียร เป็นต้น

       

อาคารมุมระเบียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนเหนือเป็นภาพวิราธลักนางสีดา / นางสีดาลุยไฟ  ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ปรึกษาราชการกับสุครีพ พญาวานร / ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือพญาอนันตนาคราช พระลักษมีนั่งรองรับพระบาทของพระวิษณุ ด้านล่างเป็นภาพเทพ 9 องค์กำลังทรงพาหนะเพื่อเสด็จไปขอให้พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทศกัณฐ์ ประกอบด้วย  พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้าอุชชัยสรวาส, ท้าวนรฤติทรงรากษส, พระขันธกุมารหรือสกันทะทรงนกยูง, พระวรุณทรงหงส์, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระศิวะทรงโคนนทิ, พระยมทรงกระบือ, เทวดาทรงราชสีห์, เทวดาทรงสิงห์ / ภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ   ส่วนตะวันตกเป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา นั่งบุษบกกลับกรุง อโยธยา / ภาพพิเภกหนีมาพึ่งพระราม พระลักษมณ์ /  ภาพหนุมานถวายแหวนให้นางสีดาระหว่างที่อยู่ในกรุงลงกา มีนางตรีชฎาอยู่ข้างๆ   /  ส่วนใต้เป็นภาพพระนารายณ์ 4 กร / ภาพพระรามประลองศรชิงนางสีดาที่มิถิลา / ภาพพระราม พระลักษมณ์กำลังสู้กับยักษ์กพันธ์ หรืออสุรกุมพล

ศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า       ราชรถบุษบกยานุมาศนั้นแต่เดิมเป็นของท้าวกุเวร (ท้าวเวสวัณ) แล้วทศกัณฑ์ไปขโมยมา ซึ่งมักจะกล่าวถึงว่า วิมานนั้นแหละถูกแบกไว้บนปีกของหงส์อยู่เสมอ      ส่วนบุคคลทั้งสองที่นั่งขนาบข้างนอกบุษบกนั้น คงเป็นพิเภก (วีภีษณ์) และนางตรีชฎาที่ได้รับการอภิเษกจากพระรามให้ครองกรุงลงกา    ต่อมาได้มาส่งเสด็จพระรามกลับกรุงอโยธยา

       

ระเบียงด้านตะวันตกส่วนเหนือ  เป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ ตอนชัยชนะของพระรามเหนือกรุงลงกา เป็นการสู้รบระหว่างยักษ์กับลิงโดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นแนวเลย ด้วยเหตุนั้นจึงคงสลักขึ้นในตอนแรก พร้อมกับระเบียงทิศเหนือด้านตะวันตกและระเบียงทิศตะวันตกเฉียงใต้

ตอนกลางภาพจะเห็นพระรามประทับบนบ่าหนุมาน เบื้องหลังพระรามเป็นพระลักษมณ์ พิเภก      ส่วนทศกัณฐ์ประทับบนราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ คือ นิลพัทกำลังจับยักษ์ ส่วนลิงอีกตัวหนึ่งคงเป็นองคตกำลังถอนงาช้าง, ภาพอินทรชิตกำลังสู้กับหนุมาน    

 

เรื่อง รามเกียรติ์ นี้เป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักอย่างดี  ซึ่งแต่งโดยฤาษีชื่อ วาลมีกิ เรื่องดังกล่าวเป็นการพรรณาประวัติอย่างกว้างขวางลึกซึ้งของพระราม  ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ เพื่อมาปราบทศกัณฐ์ หรือ ท้าวราพณ์ ซึ่งเป็นอสูรร้าย

 

 

ต่อไปขึ้นไปยังระเบียงชั้นกลางซึ่งสูงกว่าระเบียงชั้นนอก แต่ช่างขอมก็สามารถสร้างเป็นระเบียงรูปกากบาทให้ติดต่อกันได้โดยสร้างให้ลดหลั่นกันขึ้นไปทีละขั้น ภายในระเบียงรูปกากบาทนี้ก่อเป็นสระอยู่ที่ 4 มุม มีบันไดลงไปได้ ด้านข้างระเบียงมีบรรณาลัยอยู่ 2 หลัง จากระเบียงชั้นแรกขึ้นมายังระเบียงชั้นกลางมีประตูทางเข้า 3 ทางด้านทิศตะวันตก แต่ทิศอื่นมีเพียงประตูเดียว ที่บรรณาลัยทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงมุมประตูด้านทิศตะวันออก มีภาพนางอัปสรที่ไม่ได้สวมชุดยาวคลุม ไม่นุ่งผ้านั่นเอง

       

จากนั้นขึ้นไปยังระเบียงชั้นบนสุด ข้างบนมีปราสาทอยู่ 5 หลัง หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม มีระเบียงตัดกันเป็นรูปกากบาทเชื่อมปราสาททั้ง 5 หลังเข้าด้วยกัน  มีทางเดินเป็นบันไดขึ้นไปเปรียบเสมือนสะพานที่บรรดาอสูรและเทวดากำลังยุดนาคในการกวนเกษียรสมุทร ใครเดินผ่านเข้าไปเหมือนได้พรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะมีโชคลาภและหายจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็บอกว่าเปรียบเหมือนสะพานรุ้งที่นำทางขึ้นไปสู่สวรรค์ มีรูปนางอัปสรลิ้น 2 แฉกอยู่ที่มุมระเบียงด้านในทิศตะวันออกเฉียงใต้

 

ระเบียงชั้นกลางและชั้นบน จะมีภาพสลักเฉพาะบนทับหลัง และหน้าบัน กับบนผนังสลักเป็นรูปเทพธิดาเท่านั้น ส่วนบนสุดของปราสาทยังคงสลักไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นทับหลัง เสาประดับกรอบประตู และส่วนเครื่องประดับยอด เห็นเป็นเพียงโครงสร้างของหินทรายโกลนขึ้นเป็นรูปร่างเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้สิ้นพระชนม์ก่อนจะสร้างเสร็จ จึงหยุดไว้เพียงเท่านั้น และมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยตั้งโกศใส่พระบรมศพบนฐานสี่เหลี่ยมศิลา เจาะเป็นรูปร่องลึกลงไปจนถึงฐานปราสาทชั้นล่าง บรรจุทรายละเอียดใส่ไว้เต็มเพื่อเป็นที่รองรับพระบุพโพ (น้ำเหลือง) จากศพให้ซึมไหลลงไป ที่ต้องทำไว้ลึกมากเพราะป้องกันมิให้กลิ่นน้ำเหลืองระเหยออกมา เป็นปฏิกูลต่อผู้ที่จะต้องเข้าไปสักการะบูชาพระบรมศพ

 

พวกเขมรมีความเชื่อว่า กษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพระวิษณุ ฉะนั้นพระบรมศพที่ประดิษฐานไว้บนปราสาทสูงสุดยอดจึงเป็นวัตถุที่เคารพแทนรูปพระวิษณุ และพระบรมศพที่บรรจุไว้ในโกศก็จะประดับประดาด้วยอาภรณ์ต่างๆ ให้สมกับที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิการปกครองระบอบเทวราชาของเขมร ซึ่งถือว่ากษัตริย์เป็นเทวะ เมื่อสวรรคตลงแล้วก็กลายเป็นเทวดาจริงๆ ต้องสร้างเทวาลัยขึ้นสำหรับไว้พระบรมศพ และเป็นเทวสถานต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ปราสาทหินนครวัดจึงสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างกันปราสาทหินอื่นๆ ที่มักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

ภาพสลักที่ปราสาทนครวัดทั้งหมดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเขมรโบราณได้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นภาพภายในราชสำนัก ขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในศาสนา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ชาวบ้าน การแต่งกายของผู้คนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่พระราชา ราชวงศ์ ข้าราชสำนัก พราหมณ์นักบวช เครื่องยศต่างๆ รวมทั้งอาวุธที่ใช้ในการสงคราม

       

การที่ภาพสลักเล่าเรื่องในศาสนาที่ปราสาทนครวัดเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวิษณุและการอวตารของพระองค์นั้น เนื่องจากว่า ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นถวายแด่พระวิษณุ ซึ่งในสมัยก่อนหน้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นไม่เคยมีการสร้างศาสนสถานที่มีความสำคัญเช่นนี้ถวายแด่องค์พระวิษณุมาก่อนเลย

 

ข้อสังเกตุ  ความกว้างใหญ่ไพศาล ความมหึมาของตัวปราสาทนครวัด ทำให้นักวิชาการทึ่งในความสามารถของชาวขอม ความทรงอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2) ที่ขยายอาณาเขตของอาณาจักร และมีไพร่พลมหาศาล มีเศรษฐกิจที่ดี สามารถก่อสร้างปราสาทได้อลังการขนาดนี้ บ้างก็ว่าต้องมีประชากรและคนงานในอาณาจักรมากกว่าอาณาจักรใดในยุคเดียวกัน และต้องใช้พลังงานมหาศาล ในการตัดหินทรายจำนวนเป็นล้านก้อนแต่ละก้อนก็หนักเป็นตันและลำเลียงจากแหล่งหินที่อยู่ไกลออกไปถึง 50-60 กิโลเมตร  

 

ผมว่าช่างขอมสมัยนั้น มีดีกว่าสมองของผู้วิจารณ์หลายท่าน (ขอโทษที่ทำเป็นพูดรุนแรงให้เห็นความแตกต่างในความคิด แต่ไม่คิดลบหลู่ แล้วอย่าไปบอกท่านเหล่านั้นนะครับ)

 

ช่างขอม สะสมประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นร้อยๆปี เป็นวิวัฒนาการนะครับ

 

จำไว้ขึ้นใจนะครับ Laterite หรือศิลาแลง ศิลาแลงนี้ชาวขอมรู้จักกันมานาน ค่อยๆคิดใช้มันจนกระทั่งได้ถึงความมหัศจรรย์ ก็เพราะความเติบโตของประสบการณ์นั่นเอง

 

Laterite หรือศิลาแลง เป็นดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างคู สร้างบ่อ สร้างบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นดินที่มีแร่เหล็กเจือปนอยู่ในชั้นใต้ดิน

มีน้ำไหลซึมเป็นตัวพาแร่เหล็กนี้ไปทั่วดิน เมื่อถูกขุดข้นมาถูกอากาศ

แล้วเกิดปฎิกิริยาพาดินให้แข็งตัวไปกับสนิมของเหล็ก เจ้าศิลาแลงหรือ Laterite ก็กลายเป็นกึ่งหินกึ่งเหล็ก แกร่งม้ากมาก

เหมาะที่จะใช้ขึ้นรูปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ทำเป็นกำแพง ปูเป็นฐานราก

ก่อเป็นแกนกลางของปราสาท

ศิลาแลง เหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน ได้ตรงแหล่งก่อสร้าง ขึ้นรูปง่าย ไม่ต้องใชกำลังตัดแต่ง เหมือนตัดหิน ระยะทางลำเลียงแค่จมูก

 

หินทรายที่เห็น เป็นหินทรายที่มาตบแต่งอาคาร เฉพาะภายนอกให้สวยงาม ซึ่งก็ยังต้องใช้ในจำนวนมาก แต่ไม่ได้ใช้จำนวนมหาศาล

เป็นหินทรายทั้งแท่งอย่างที่คิดกันนะครับ

 

โอมายก็อด ! “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย มันไม่จริง

ถ้าช่างไม่รู้อะไรเลย จะสร้างได้ยางงายอย่างนี้น่ะ

โอ ! แล็ทเทอไรท์ SilaLang

 

รูปประติมากรรม บุคคลที่มี แปดแขน

นักวิชาการเชื่อกันว่าประติมากรรมรูปเคารพที่ถูกนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทองค์กลางในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 คงจะเป็นเทวรูป พระวิษณุ

เมื่อสังเกตุรูปแบบศิลปะ เห็นเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  เมื่อสร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะสมัยนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ประการสำคัญแม้ทุกวันนี้รูปประติมากรรมที่เห็นก็มีการซ่อมแซมอยู่เสมอโดยเฉพาะส่วนแขน ซึ่งมองดูไม่เห็นเครื่องหมายที่บอกว่าเป็นพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ดูเหมือนแขนทั้งแปดถือดอกบัวทั้งหมด

และที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เห็นมีเทวรูปองค์หนึ่งองค์ใดประดิษฐานอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ในปัจจุบันที่ชั้นบนนั้นมีการบูชาพระพุทธรูปซึ่งถูกนำขึ้นไปประดิษฐานในสมัยหลังเมื่อศาสนาพุทธได้เจริญขึ้นแพร่หลายแทนศาสนาฮินดู และถึงแม้ว่าราชธานีจะโยกย้ายไปยังแห่งอื่น ๆ แล้วพระราชาเขมรสมัยหลังๆ และชาวเขมรก็ยังผูกพันกับศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในขณะที่ศาสนสถานแห่งอื่น ๆ ถูกทิ้งร้างไป ชาวเขมรมักจะพากันเดินทางมาแสวงบุญและอุทิศพระพุทธรูปถวายไว้ในปราสาทนครวัด เราจึงพบว่ามีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่ประสาทหลังกลาง และตามระเบียงชั้นบนในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก

เป็นไปได้ว่าประติมากรรมต่างๆ มีการโยกย้ายไปไปมา จนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่ตั้งเดิม จนมิอาจคิดได้ว่าเห็นอะไรที่ไหนก็เป็นของที่นั่นสมัยนั้นได้เลย

 

เหนื่อยมั้ยครับ ดูเฉพาะที่นครวัดที่เดียวซึ่งเป็นไฮไลท์ ต้องร่ายเรื่องเยอะๆหน่อย ให้สมกับที่ฝรั่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้ว นอนตายตาหลับ See Angkor and die

 

พักสักหน่อยนะครับ แล้วจะกลับมานำเที่ยวที่อื่นต่อ

จะเที่ยวนครวัด ก็เผื่อเวลาหน่อย มันใหญ่น่ะครับ

นำเดินเข้าใกล้ตัวปราสาท ที่สร้างอย่างกับต้องการเป็นภูเขาพระสุเมรุ

 

ฉนั้นต้องขึ้นไปชมเป็นชั้นๆ ดูงานแกะสลักตามผนังของระเบียง ที่เปิดโปร่งด้านนอก (ถ้าเทียบกับระเบียงคดของวัด ในไทย เช่น ที่วัดพระแก้ว ระเบียงคดจะเปิดโปร่งด้านใน คือ ต้องเดินผ่าประตูเข้าไปเสียก่อนแล้ววกดูงานเขียนสีจิตรกรรมฝาผนังๆ ที่ปิดด้านนอก)

 

ที่ระเบียงชั้นแรก มีทางเข้าทางประตูทิศตะวันตก 3 ประตูเช่นเดียวกับทางทิศตะวันออก แต่ทิศเหนือและทิศใต้มีเพียงประตูเดียว โดยรอบระเบียงมีภาพสลักหินใหญ่ๆ รวม 8 ภาพด้วยกันเกี่ยวกับอวตารของพระนารายณ์ และประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพราะพระองค์ผู้สร้างปราสาทนครวัดทรงถือว่า พระองค์ก็เป็นอวตารของพระนารายณ์เช่นกัน การเดินชมภายในปราสาทนครวัดจะเดินเวียนซ้าย โดยถือเอาตัวปราสาทองค์กลางไว้ด้านซ้ายมือของเรา เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมศพ ภาพสลักที่เหลือส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์

       

ระเบียงด้านตะวันตกส่วนใต้ เป็นภาพยาวประมาณ 50 เมตร เป็นภาพสลักแบนมาก มีการใช้พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหลังภาพ คือ สลักโดยไม่มีเว้นที่ว่างเปล่าเลย เป็นภาพเล่าเรื่อง มหาภารตะ ตอนพระอรชุนของฝ่ายปาณฑพ กับแม่ทัพฝ่ายเการพชื่อ ภีษมะ รบพุ่งกันที่ทุ่งกุรุเกษตร โดยฝ่ายเการพอยู่ด้านซ้ายของภาพ และฝ่ายปาณฑพ อยู่ด้านขวาของภาพ ด้านซ้ายของภาพเป็นภาพของภีษมะถูกยิงด้วยศร, ภาพทุรโยธน์, ภาพโทรณะไว้ผมแบบพราหมณ์ ไม่สวมมงกุฎ, ภาพกรรณะ ส่วนทางขวาคือ พระอรชุน และพระกฤษณะซึ่งมี 4 กร ทำหน้าที่เป็นสารถีให้พระอรชุน, ภาพภีมะ

 

มหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในประเทศอินเดียตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสต์กาล บางตำราก็เชื่อว่าแต่งขึ้นตั้งแต่ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสต์กาล เป็นวรรณคดีที่มีความยาวทั้งสิ้น 100,000 โศลก ประมาณ 220,000 บรรทัด แบ่งเป็นตอนได้ 18 บรรพ มีความยาวกว่ามหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่ รวมกัน 7 เท่า เชื่อกันว่าผู้แต่งคือ ฤาษีเวท วยาส หรือกฤษณะไทวปายนะ วยาส ผู้เป็นปู่ของสองพี่น้องตระกูลเการพ และปาณฑพ และเป็นเหลนของท้าวภรต ที่เป็นชื่อต้นของวรรณคดีนี้ (ภารต) และท้าวภรตผู้นี้เป็นโอรสของท้าวทุษยันต์ และนางศกุนตลา ในบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง ศกุนตลา ของรัชกาลที่ 2

 

เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกษัตริย์ 2 ตระกูลที่เป็นญาติพี่น้องกัน คือ พวกเการพ (เการว) ตัวแทนของอธรรม ความชั่ว และความมืด และพวกปาณฑพ (ปาณฑว) ตัวแทนของธรรมะ ความดี และความสว่าง ทั้งสองตระกูลต่างนำกองทัพเข้าทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงเมืองที่พวกเการพใช้อุบายโกงเอาไปจากพวกปาณฑพ การรบกระทำติดต่อกันนานถึง 18 วันที่สมรภูมิทุ่งกุรุเกษตร แถบลุ่มแม่น้ำคงคาในภาคเหนือของอินเดีย

 

ก่อนที่สงครามจะเริ่ม อรชุนเกิดความท้อแท้ เศร้าสลด สับสน และขัดแย้งทางจริยธรรมที่ญาติพี่น้องต้องมาประหัตประหารฆ่าฟันกันเองจนไม่อยากออกรบ พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุน ต้องแสดงองค์เป็นพระวิษณุให้อรชุนเห็นแล้วปลุกปลอบให้กำลังใจ สอนให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของความเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบ ต้องทำสงครามเพื่อราชอาณาจักร แม้จะฆ่าคนก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะจิตมุ่งที่หน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทรงสั่งสอนพระอรชุนด้วยปรัชญาชีวิตอันเป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ปรัชญาที่ว่านี้คือ คัมภีร์ภควัทคีตา  หรือ บทเพลงสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นบทประพันธ์ที่มีความไพเราะ มีความหมายทางปรัชญาการดำรงชีวิต ให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า)

 

บริเวณมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้  ส่วนเหนือเป็นภาพพระรามตามกวางทอง / ภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ / ภาพกูรมาวตาร หรือกวนเกษียรสมุทร มีภาพพระอาทิตย์กับพระจันทร์   ส่วนตะวันตกเป็นภาพทศกัณฐ์แปลงเป็นตุ๊กแกแอบเข้าไปในห้องของพระอินทร์ / ภาพพระกฤษณะยังทรงพระเยาว์กำลังลากครกหิน / ภาพทศกัณฐ์กำลังโยกเขาไกรลาศ   ส่วนใต้เป็นภาพพระกามเทพกำลังแผลงศรใส่พระศิวะ / ภาพการฆ่าประลัมพ์ และพระกฤษณะกำลังดับเพลิง / ภาพการต่อสู้ระหว่างสุครีพกับพาลี มีพระรามกำลังแผลงศรฆ่าพาลีตายในอ้อมแขนของนางตารา   ส่วนตะวันออกเป็นภาพพระกฤษณะรับเครื่องบูชาที่เตรียมไว้บูชาพระอินทร์ / ภาพงานรื่นเริงทางน้ำแห่งทวารวดี และการชนไก่

       

ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันตก เรียกกันว่า ระเบียงประวัติศาสตร์ สลักเรื่องของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทางด้านซ้ายในชั้นต้นจะสลักเป็น 2 แนว ซึ่งถือกันว่าคงสลักขึ้นในรุ่นหลังของปราสาทนครวัด เป็นภาพขบวนเสด็จของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในมือจะถือสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตุ๊กแก ประทับอยู่บนแท่นที่ทำด้วยไม้แต่ขอหล่อด้วยสำริด แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน มีภาพสลักรูปคนทำมือประสานกันที่หน้าอกเป็นการแสดงความเคารพ ทางด้านข้างมีข้าราชสำนักและพวกพราหมณ์อยู่ด้วย พราหมณ์เหล่านี้มีใบหน้ายาว จมูกเล็กงุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดไว้ผมยาว บางคนนุ่งผ้าโจงกระเบนด้วยผ้าที่มีลวดลายประดับอย่างมีระเบียบ และคงจะเป็นขุนนางชั้นสูง บุคคลอื่นที่นุ่งผ้าธรรมดาและไม่มีเครื่องประดับเลยคงเป็นนักบวช คนหนึ่งกำลังนั่งคลำลูกประคำอยู่ บางจุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เข้าไปในหิน แต่ก่อนอาจมีโลหะฝังอยู่ด้วยแล้วชาวนาได้ขุดตัดออกไปหล่อทำจอบทำเสียมก็เป็นได้ บางคนกล่าวว่าอาจเป็นการนำเอาพวกเพชรนิลจินดามาซ่อนแล้วเอาหินปิดไว้ก่อนเกิดสงคราม

 

ตรงกลางเป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงช้างออกศึก มีจารึกบอกพระนาม ทรงสวมมงกุฎ แวดล้อมด้วยฉัตร 15 คัน ทรงถืออาวุธประเภทง้าว มีรูปธงเป็นเสาไม้หล่อรูปครุฑกำลังบินวางเสียบอยู่บนหัวเสา เป็นธงแบบกระบี่ครุฑยุดพ่าห์ของไทย มีแม่ทัพที่มียศศักดิ์สูงต่ำต่างกัน โดยสังเกตได้จากจำนวนฉัตรหรือกลดที่อยู่ล้อมรอบ มีจารึกเล็กๆ บอกชื่อแม่ทัพทุกคน  ถัดไปเป็นขบวนโหราจารย์ พราหมณ์ถือกระดิ่งในมือ ซึ่งการเคลื่อนทัพนั้นเกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาด้วย ด้วยเหตุนั้นจึงเห็นมีบรรดาพวกพราหมณ์เดินควบคู่ไปกับภาชนะรูปโค้งชนิดหนึ่ง ซึ่งจารึกกล่าวว่าเป็นที่บรรจุไฟอันศักดิ์สิทธิ์

 

หน้าขบวนทัพมีทหารต่างชาติกำลังเดินอยู่ ใบหน้าเป็นแบบพวกมองโกลอยด์ ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ผมเกล้าสูงขึ้นไป ประดับด้วยขนนกหรือใบไม้ เครื่องแต่งตัวประกอบด้วยผ้า ซึ่งมีอุบะยาวห้อยอยู่โดยรอบ แต่งกายผิดกับทหารกลุ่มอื่นๆ นุ่งผ้าคล้ายกางเกง มีหวายร้อย คาดเข็มขัดมีชายสวยงาม สวมเสื้อกั๊ก แม่ทัพมีกลดกางกั้น  มีจารึกสั้นๆ บอกให้ทราบว่า พวกนี้ คือ เสียมกุก หมายถึง กองทัพชาวสยาม เชื่อว่าเป็นกองทัพอาณาเขตตอนเหนือของเมืองพระนคร ซึ่งขณะนั้นขอมปกครองอยู่ ได้ส่งกองทัพมาช่วยรบ แต่ปัจจุบันจารึกนี้ได้ถูกขูดออกไป กองทัพขบวนอื่นจะเดินเรียงแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ขบวนของเสียมกุกจะเดินไม่เป็นระเบียบ หันหน้ามาพูดคุยกันบ้าง เดินก็ไม่พร้อมกัน ไปกันคนละทิศละทาง ส่วนทหารอื่นๆ สวมหมวกรูปร่างแปลกประหลาด มีเครื่องประดับอยู่ข้างบนเป็นรูปหัวนกหรือหัวสัตว์ ถือหอกและโล่ และมักมีมีดเล็กๆ ห้อยอยู่หน้าคอขนานไปกับสายสร้อย

       

ระเบียงด้านใต้ส่วนตะวันออก  เป็นภาพใหญ่ยาวประมาณ 60 เมตร ทำเป็น 3 แนวซ้อนกันตามแนวนอน คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก  เป็นภาพการพิพากษาคนตายโดยพระยม เทพเจ้าแห่งความตายที่ทรงกระบือ (ควาย) เป็นพาหนะ มีจารึกบอกชื่อสวรรค์และนรกไว้รวม 36 แห่ง จากจำนวนนรก 32 ขุม และสวรรค์ 37 แห่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้วจะเข้าไปรวมกับพระยม  มีจารึกชื่อ ยมราช เป็นผู้ตัดสิน ผู้ใดซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ใดคิดคดก็ให้ลงนรก

 

ภาพสลักในช่วงต่อมาจะแบ่งออกเป็น 2 แนว จะเห็นพระยมกำลังบัญชาการให้ผู้ช่วย 2 คน ซึ่งเป็นนายทะเบียนคือ ธรรมะ และจิตรคุปต์ รับคนทำบาปไปทรมานด้วยวิธีต่างๆ ตามที่ได้ทำบาปอะไรมา โทษก็จะหนักเบาตามนั้น เช่น ถูกหักกระดูก เลื่อยตัดร่างกาย ตะปูตอกศีรษะ เหล็กเผาไฟจี้ที่ท้อง เป็นต้น ส่วนพวกที่ทำกรรมดีก็จะถูกแยกไปขึ้นสวรรค์ มีที่อยู่ประดับด้วยธงทิว ล้อมรอบด้วยนางอัปสรและดอกไม้ ภาพสลักเหล่านี้เริ่มเป็นภาพขนานมีเส้นแบ่งภาพ มีภาพเทวดา สวรรค์ นางฟ้า ด้านล่างเป็นนรก มีแนวครุฑแบก สิงห์แบกแบ่งระหว่างสวรรค์กับนรก

       

บนเพดานของระเบียงจะเห็นว่าทำด้วยปูน แต่ทำลวดลายประดับเหมือนของเดิมที่ทำด้วยไม้ เพราะฝรั่งเศสได้มาซ่อมขึ้นใหม่ทีหลัง แต่เนื่องจากไม้มีราคาแพง หาได้ยาก ไม่อยากสิ้นเปลือง จึงหล่อด้วยปูน แต่ยังคงแบบและลวดลายเหมือนของเดิม

 

ดูข้ามไปยังกรอบต่อไปครับ

บ่ายนี้ เยือนนครวัด มหัศจรรย์อลังการ

รู้สึกว่าให้เวลาทานอาหารกลางวัน

นานทีเดียว....ว่ามั้ยครับ

 

กลางวันนี้จะนำขึ้นรถไปเที่ยวต่อในอุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครและนครธม

 

ทางการท่องเที่ยวของกัมพูชา ได้กำหนดให้นักท่องเที่ยว จ่ายค่าเข้าชมเมืองโบราณของเค้า เริ่มต้นที่ราคาผ่านเข้าชม 1 วัน 20 เหรียญสหรัฐ ถ้าชม 3 วันคิดเหลือ 40 เหรียญ

 

โดยรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น รถใหญ่ รถเล็ก รถเครื่อง สามล้อ สองล้อ รถถีบ ต้องผ่านไปจุด Check Point  ตัวบัตรผ่านจะให้ติดรูปแต่ละคน เพื่อไม่ให้หมุนเวียนใช้โดยจ่ายแค่บัตรใบเดียว ไม่พกรูปมาก็มีบริการถ่ายรูปให้ ทางที่ดีพกรูปมาดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเกินไป และต้องเก็บบัตรไว้ให้ดี เพราะยังคงมีการตรวจบัตร ที่ทางเข้าศาสนสถานทุกแห่งอีกด้วย

 

นั่งรถจากสถานที่รับประทานอาหาร ตัวเมืองเสียมเรียบ มาก็ประมาณ 7-8 นาที จากเมืองเสียมเรียบจะไปเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ก็มักใช้เส้นทางที่ผ่านโรงพยาบาลเด็กชัยวรมันที่ 7 ทุกครั้ง เห็นรูปพระเศียรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากอาคารจนชินตา ถัดเลยไปนิดเดียวก็เป็นพื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน อังกอร์ สุดหรูของประเทศก็ว่าได้ โรงแรมนี้คนไทยกลุ่มธุรกิจเบียร์ช้างมาลงทุน

 

จากจุด Check Point แล่นรถต่อไปอีก 5 นาที ก็เริ่มจะเห็น คูน้ำขนาดใหญ่ กว้างใหญ่กว่าลำน้ำเสียบเรียบที่ไหลผ่านตัวเมืองเสียอีก

 

คูน้ำ ที่เห็นนี้ก็คือ คูน้ำที่ล้อมรอบอาณาเขตของ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) สิ่งมหัศจรรย์ที่เค้ายกย่องกันว่าเป็นยอดแห่งยุคปัจจุบัน

 

ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) โปรดให้สร้างขึ้นถวายแด่พระนารายณ์ เพราะพระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายซึ่งแตกต่างไปจากกษัตริย์เขมรองค์ก่อนๆ และปราสาทนครวัดเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก สันนิฐานว่าอาจเพราะสร้างเพื่อใช้เกี่ยวกับกิจพิธีในการศพ

 

แผนผังของปราสาทนครวัดเป็นการผสมกันระหว่างฐานเป็นชั้น (หมายถึงภูเขา) กับเทวาลัยอันตั้งอยู่บนพื้นดิน ได้แก่ ระเบียงตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ปราสาทนครวัดมีฐาน 3 ชั้น

แต่ละชั้นประกอบไปด้วยระเบียง โคปุระ 4 แห่ง

(โคปุระ เป็นส่วนประกอบในเขตศาสนสถาน ที่นักวิชาการกำหนดเป็นคำเรียกขึ้นมา เพื่อให้ทราบว่าเป็นส่วนไหนในแผนผังของศาสนสถาน ซึ่งช่างขอมมักสร้างเป็นซุ้มประตูตรงแนวกำแพงมีผังเป็นรูปกากบาท และมีลักษณะแบบเดียวกันแทบทุกศาสนสถาน เมื่อบอกว่า โคปุระ เป็นอันเข้าใจว่าอะไร ส่วนที่มาของคำ มีสันนิษฐานกันนานา)  

และอาคารที่มุมระเบียง ฐานชั้นบนมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่ข้างบน หลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ที่ 4 มุม ส่วนฐานอีก 2 ชั้นล่าง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะเหตุว่าได้ยื่นยาวออกไปทางทิศตะวันตก ส่วนที่ยื่นออกไปนั้นทำให้สามารถสร้างบรรณาลัย (หอสมุด) ขึ้นได้ 2 หลังบนฐานชั้นกลาง และอีก 2 หลังซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบนฐานชั้นแรก สองข้างระเบียงด้านหน้าทางทิศตะวันตกซึ่งตัดกันเป็นรูปกากบาท

 

ที่บรรยายมานี้ ก็น่าจะทำให้เห็นภาจพจน์ ว่าแผนผังของปราสาทนครวัดเป็นแบบคอมเพล็กซ์ เมื่อประมาณร่วม 900 ปี ที่แล้ว ร้วมสมัยเดียวกันกับโบสถ์ศิลปแบบโกธิค โนตเตรอดาม (Notre Dame)” แห่งปารีส ของประเทศฝรั่งเศส  แผนผังของปราสาทนครวัดจึงเป็นผังของศาสนสถานเขมรที่สวยงามที่สุด

       

ปราสาทนครวัดเป็นตัวอย่างของศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นๆ ที่ดีที่สุด หรือที่เรียกกันว่าศาสนบรรพตที่ดีที่สุด  คือ ดูเป็นเขาพระสุเมรุอย่างแท้จริง เพราะสูงใหญ่ มียอด 5 ยอด แต่ละยอดสูงกว่า 60 เมตรเหนือพื้นดิน

 

ใต้ปราสาทหลังกลางได้ขุดค้นพบกรุซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับพื้นดินเบื้องล่าง ที่ก้นกรุได้ค้นพบที่วางศิลาฤกษ์ซึ่งประกอบด้วยแผ่นทองคำหลายแผ่น ปราสาทนครวัดไม่ได้เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวของขอมที่มีกรุอยู่ข้างใต้ศาสนสถานหลังกลาง ในฐานเป็นชั้นของปราสาทปักษีจำกรงก็ได้ขุดค้นพบกรุเช่นเดียวกันซึ่งลึกลงไปถึงใต้ดิน แต่ก่อนหน้านั้นอาจเป็นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-14 ก็มีกรุเล็กๆ ซึ่งสร้างอยู่ใต้ฐานของศาสนสถานหลังกลางที่ปราสาทออกยมแล้ว

       

คิดกันว่ากรุกลางปราสาทนี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีเคารพบูชาผู้ที่ตายไปแล้ว ปราสาทนครวัดมีลักษณะซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการศพได้ คือ ประตูเข้าที่สำคัญของปราสาทแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ที่ตายไปแล้ว

 

 

ปราสาทนครวัด มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ยาว 1,500 เมตร

กว้าง 1,300 เมตร

ขอบเขตชั้นนอกสุดเป็นคูน้ำที่มีความกว้างถึง 200 เมตร ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ยาวทั้งหมด 6 กม.

 

คูน้ำนี้มีถนนตัดผ่านอยู่ 2 แห่ง

คือ ทางทิศตะวันออกเป็นถนนถมดิน   เพื่อนำหินทรายขึ้นมาจากแม่น้ำเสียมราฐ

ส่วนทางทิศตะวันตก เป็นด้านหน้าของปราสาท ถนนปูด้วยแผ่นหินทราย ยาว 200 เมตร กว้าง 12 เมตร ขอบสองข้างของถนนมีเสากลมรองรับอยู่ ข้างล่างปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก คือ ด้านหน้าสร้างเป็นลานรูปกากบาท มีบันไดขึ้น และมีสิงห์ทวารบาลประดับพร้อมกับราวสลักรูปนาคอยู่ทั้งสองด้าน ซึ่งสิงห์ดังกล่าวมีลักษณะเบือนหน้าออกด้านข้าง ไม่หันตรง รูปแบบสิงห์เบือนนี้คล้ายกับสิงห์ที่เจดีย์วัดธรรมิกราช พระนครศรีอยุธยา เพราะสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ผู้ทรงบูรณะวัดนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม พระองค์เคยตีเมืองพระนครได้ในปีพ.ศ.1974

 

กำแพงชั้นนอกสุดสร้างด้วยศิลาแลงเป็นกำแพงสูงห่างจากคูชั้นนอกประมาณ 30 เมตร ตรงกลางทางทิศตะวันตก มีประตูและกำแพงยาว 235 เมตร จากทิศใต้ไปยังทิศเหนือประกอบด้วยประตูซุ้มตรงกลาง 3 ยอด ประตูกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ ประตูขนาบข้าง 2 ประตูสำหรับพวกพราหมณ์และประชาชน มีอาคารอยู่ทางด้านสุด 2 อาคารติดราบกับพื้นดินเพื่อให้ช้างเดินผ่านได้ และมีระเบียงเป็นเครื่องเชื่อมระหว่างประตูซุ้มกับอาคารเหล่านี้ ระเบียงทางเดินจะมีสิงโตมีรัศมีที่หน้าอก มีรูปดอกบัว สร้างถวายพระนารายณ์ เพราะหน้าบันเป็นภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ทั้งนั้น

 

ถัดไปมีเทวรูป 8 กร ตรวจดูแล้วน่าเป็นศิลปะแบบบายน คือ พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม นุ่งผ้านุ่งแบบบายน มีลวดลายดอกไม้กระจายทั่วไป สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  บางคนเข้าใจว่าเป็นพระนารยณ์ บางคนก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์

 

เดินทะลุออกไปก็จะพบภาพสลักชุดเทพธิดา หรือนางอัปสรที่งดงามที่สุดชุดหนึ่งของปราสาทนครวัด เป็นทั้งรูปเดี่ยวบ้าง รูปหมู่สอง, สาม, สี่บ้าง แต่งกายเป็นแบบนครวัดทั้งสิ้น คือ นุ่งผ้าลายดอกไม้ชักชายออกมามากทั้งสองข้างของลำตัว ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับเศียรเป็นรูปดอกไม้กลมเรียงกัน 3 ดอก และมียอดแหลมอยู่ข้างบน ซึ่งทรงผมและเครื่องแต่งกายจะแตกต่างกันถึง 36 ชุด แต่ละนางมีรอยยิ้มแต่ไม่เห็นฟัน มีเพียงสองรูปทางด้านขวามือข้างกรอบประตูที่มีรอยยิ้มเห็นฟันหลายซี่

เครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่ของรูปบุรุษในสมัยนครวัดตอนต้น    เป็นการนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นซึ่งเรียกว่า สมพต (โดยนุ่งให้เว้าลงมาที่หน้าท้อง ชักชายผ้าออกมาเป็นวงโค้งเบื้องหน้าเหนือต้นขาด้านขวา) เป็นที่น่าสังเกตว่าผ้านุ่งของประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดตอนต้นโดยทั่วไปมักจะทำเป็นผ้าจีบเป็นริ้วเสมอ แต่ก็มักจะพบว่าบนประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงก็ตาม ในบางครั้งอาจยักย้ายทำเป็นผ้าเรียบโดยไม่สลักริ้วผ้าให้ปรากฎแต่อย่างใด

 

ส่วนสร้อยคอที่ทำเป็นแผงขนาดใหญ่ มีอุบะสั้นห้อยประดับนั้น เป็นลักษณะของสร้อยคอของรูปประติมากรรมในศิลปะแบบนครวัดอย่างแท้จริง ซึ่งลักษณะของสร้อยคอที่มีอุบะสั้นห้อยประดับนี้จะเป็นที่นิยมกันมากตั้งแต่ศิลปะแบบนครวัดลงมาจนถึงศิลปะแบบบายนในที่สุด

 

ทางเดินสู่ตัวปราสาท ปูด้วยหินทรายไปทางทิศตะวันออก มีรูปนาคสลักสมัยนครวัด คือ มีรัศมีอยู่รอบเศียรนาค และมีเศียรอยู่ทั้งสองด้านของลำตัวอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมห่างๆ กัน ทั้งสองข้างทางเดินมีบันไดลงไปยังพื้นดินข้างละ 6 บันได สองข้างทางเดินมีอาคารสร้างด้วยหินทราย เรียกว่า บรรณาลัย หรือ หอสมุด มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างยาว ความจริงอาจจะเป็นห้องประชุมสำหรับผู้มาแสวงบุญก็ได้

 

ลานหน้าปราสาทนครวัด มีแผนผังเป็นรูปกากบาทซ้อนกัน 2 ชั้น อาจจะใช้เป็นที่มีการฟ้อนรำตามกิจพิธี ซึ่งกษัตริย์ขอมอาจประทับเวลาทอดพระเนตรการฉลองหรือขบวนแห่ก็ได้

 

ขอเบรกเข้าห้องน้ำสักหน่อย  ความจริงไม่อยากจะเข้านะครับ แต่เค้าบอกว่าพื้นที่สำหรับกรอบนี้มีจำกัด ก็เลยต้องเบรกแล้วไปต่อในกรอบหน้า  พบกันในกรอบต่อไปครับ 

1月6日

เที่ยวข้ามปีกับสวัสดีฮอลิเดย์

ชมอุทยานประวัติศาสตร์

เมืองพระนคร (Angkor)

และ เมืองพระนครหลวง (Angkor Thom)

 

ขอเล่าเรื่องของการเที่ยวตามรายการของ

บริษัทสวัสดีฮอลิเดย์ นะครับ

 

เครื่องบินที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯบินสู่เมืองเสียมเรียบ เป็นของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันนี้ (เสาร์ที่ 31 มค.2548) จัดเป็นเครื่องบินแบบ Airbus 320 ซึ่งจุผู้โดยสารได้ประมาณ 120 ที่นั่ง

ใช้เวลาเดินทางเพียง 35 นาที ช่วงที่บินอยู่นี้ ทางสายการบินได้เสิร์ฟ อาหารว่างในกล่องกระดาษ (มี ขนมพาย แซนด์วิช น้ำเปล่า น้ำผลไม้กล่อง พร้อมเสิร์ฟ ชาและกาแฟ)

 

08.20 น.เครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติเมืองเสียมเรียบ

ซึ่งรันเวย์สำหรับรับเครื่องบินนั้นยังมีความยาว ไม่พอรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เครื่องแบบ Airbus 320 ก็น่าจะถือว่าเป็นเครื่องขนาดใหญ่แล้ว สำหรับรันเวย์ที่เสียมเรียบ นอกนั้นก้จะเป็นเครื่องบินขนาดย่อมลงไป เช่น โบอิ้ง 717 และเครื่องบินแบบใบพัดอื่นๆ

 

อาคารของสนามบินเมืองเสียมเรียบ ก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก แน่นอนก็ไม่มีสะพานที่เราเรียกว่า งวง เชื่อมต่อระหว่างเครื่องบินกับอาคาร       ต้องเดินลงบันไดเครื่องงบินและเดินต่อไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า พอเข้าไปถึงข้างในก็จะมีช่องเคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ขอมีวีซ่าล่วงหน้า มาทำการขอ ณ ที่สนามบินได้         

สำหรับพวกที่มีวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเลย      เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปบันทึกเข้าไปในเครื่องคอมพ์พิวเตอร์ ซึ่งติดตั้งก่อนที่เมืองไทย แต่พร้อมใช้หลังกว่าที่เมืองไทย

 

เมื่อผ่านการตรวจแล้ว เดินถัดไปนิดเดียวก็เจอรางรับกระเป๋าเดินทาง แล้วก็เดินต่อออกมาก็ถึงทางออก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรคอยเก็บแบบฟอร์มศุลกากร ซึ่งไม่ได้ตรวจเข้มงวดอย่างไร

 

จากหน้าประตูก็จะเห็น ผู้คนถือป้ายรับผู้โดยสาร ลูกค้าของตน ต้องเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงที่จอดรถบัส รถบัสที่ใช้รับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นขนาดที่มีที่นั่งไม่เกิน 30 ที่ เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

ทางทัวร์ก็จะจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นมาร่วมอำนวยความสะดวกด้วย มัคคุเทศก์นี้เป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาไทย นั่งรถออกจากถนนของสนามบิน สัก 5 นาที ก็ถึงถนนสายที่ 6 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างพรมแดนไทย-กัมพูชา ตรงปอยเปตสู่เมืองเสียมเรียบ ระยะทางไม่เท่าไหร่แค่ 150-160 กม. แต่เนื่องจากผิวถนนนั้นไม่(มีทาง)ดี จึงใช้เวลาขับรถประมาณ 6-7 ชั่วโมง

 

ถนนสายที่ 6 เป็นถนนนำไปสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ ซึ่งสองข้างทางมีโรงแรมขึ้นไวเหมือนดอกเห็ด เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวมากหน่อย นอกนั้นเป็น 3 ดาวและเกสต์เฮาส์    

 

โรงแรมที่ทางสวัสดีฮอลิเดย์จัดให้พัก

มีชื่อว่า ซิตี้รอแยล City Royal อยู่บนถนนสายที่ 6 เช่นกัน เป็นระดับ 4 ดาว ห้องพักดี มีทีวีที่สามารถรับสถานีจากไทยได้เกือบทุกช่อง

 

เมืองเสียมเรียบ (ประชากรประมาณ 8 แสนกว่าคน) ที่ออกเสียงแบบเขมรและแปลแบบเขมร มีความหมายว่า

เมืองที่สยามแพ้ราบคาบ ความจริงมีทั้งแพ้และชนะ และเมื่อเคยชนะ ทางไทยก็เรียกว่า สยามรัฐ รัฐของไทย (แต่นิยมก็เรียกแบบผสมไทย-เขมร ว่า เสียมราฐ)

 

ซัวสะเดย เป็นรากคำให้คนไทยใช้ทักทายทั่วไปว่า สวัสดี

แล้วก็เติมช่วงเวลาไว้ข้างหน้า เช่น อรุณซัวสะเดย, ทิเวีย (ทิวา) ซัวสะเดย,

สายันซัวสะเดย, ร๊เตีย (ราตรี) ซัวสะเดย

 

ฉนั้นขอ ซัวสะเดยฉะนัมฉะมาย ซึ่งแปลว่า สวัสดีปีใหม่ นะครับ

 

สถานที่เที่ยวซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีพื้นที่ที่สามารถแยกออกตะหากจากตัวเมืองเสียมเรียบ

 

ที่ที่จะไปเที่ยวชมกันเป็นอาณาจักรโบราณของชาวขอม (เขมร)

เขมรเรียกว่า นอกอร์ และ นอกอร์ธม

ไทยเรียกว่า นครและนครธม (นครหลวง)

ฝรั่งเรียกว่า อังกอร์ (Angkor) และอังกอร์ธม (Angkor Thom) สำเนียงแบบฝรั่งเศส เพราะว่าพวกฝรั่งเศสเข้ามาศึกษา ค้นและคว้าก่อน ฝรั่งอื่น

 

ชาวเขมรโบราณหรือขอม ตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้มาร่วม 2 พันปี มีวิวัฒนาการเจริญทีละขั้น ด้วยอิทธิพลของอินเดียและชวา จนมีความเจริญรุ่งเรืองก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจในพื้นที่ ก็เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว (ราวพุทธศตวรรษที่ 14) เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) มารวบรวมชุมชนต่างๆและก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่มีความเป็นปึกแผ่นขึ้น

 

และต่อมาอีกเกือบร้อยปีให้หลัง พระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 (พศ.1432-1443) ก็ให้กำเนิดเมืองยโสธรปุระ ที่รู้จักกันในปัจจุบันกว่า นอกอร์

หรือเมืองพระนครหรืออังกอร์ Angkor  

 

ระหว่างที่เป็นเมืองพระนครที่รุ่งเรือง มีสิ่งก่อสร้างโดยเฉพาะศาสนสถาน ทั้งที่เป็นเทวาลัย ของศาสนาพราหมณ์ และพุทธสถาน

ก็ยังคงมีสงครามกับศัตรูอยู่เสมอมา ศัตรูที่สู้รบกับขอมมายาวนานก็คือชาวจาม ที่ว่ากันว่าอพยพขึ้นมาจากทางตอนใต้และก็ไปตั้งรกรากอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรของชาวขอม ปัจจุบันเป็นดินแดนของประเทศเวียตนาม

 

ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พศ.1724-1761) หลังจากที่พระองค์กลับเข้ามาครอบครองเมืองพระนคร โดยขับไล่ทหารจามออกไป จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นในพื้นที่ของเมืองพระนคร แต่มีขนาดย่อมลงแล้วมีกำแพงเมืองและคูเมือง เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างประมาณ 3 กม.ทุกด้าน เมืองนี้ก็คือ เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์ธมนั่นเอง

 

ทางทัวร์จะพาท่องเที่ยวโบราณสถานของอาณาจักรขอม ตั้งแต่มีขนาดย่อม จนถึงขนาดยักษ์ใหญ่ ตามระดับยุคสมัยครับ แต่คงไม่ครบทุกที่นะครับหรือว่าต้องการ น่ะ.... มันมีเป็นหลายร้อยนะครับ เอาแค่ที่เป็นไฮไลท์ก็น่าจะพอนะครับ

 

ไปที่เมืองหริหรารัยก่อนเลยครับ ออกนอกเสียมเรียบไปทางตะวันออกประมาณ 20 นาที ย้อนยุคไปประมาณ 1,100 ปี อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) จากชื่อของเมืองก็คือเมืองแห่งพระนารายณ์ (หริ) และ พระศิวะ (หระ) เมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พศ.1345-1393) หลังจากรวมอาณาจักรได้แล้ว เลยแผ่อิทธิพลการปกครองแบบสร้างคติเทวราช พระเจ้าแผ่นดินคือเทพนั่นเอง ที่อยู่ของเทพผู้เป็นใหญ่ต้องอยู่ที่เขาพระสุเมรุ เลยเริ่มให้มีการสร้างศาสนสถานตามคตินี้

 

 

ปราสาทพระโค

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พศ.1420-1432) หลานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาท นี้ (เรียกศาสนสถานตามที่มีรูปร่างอาคารแบบปราสาท ไม่ได้เป็นที่อยู่ของคนนะครับ ใช้ทำพิธีบูชาเทพ) ตามคติที่จักรวาลมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ โดยบูชาพระศิวะ (เปรียบว่าตนเป็นส่สวนหนึ่งของพระศิวะ) แล้วเป็นการอุทิศให้กับบรรพบุรุษและบรรพสตรี

ผังของปราสาทที่สังเกตุได้คือ ภายในกำแพงชั้นใน จะมีปราสาท 6 หลัง อยู่บนฐานเดียวกัน ซึ่งยังไม่ทำฐานสูง ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐแล้วตบแต่งด้วยลายปูนปั้น ปราสาทเรียงเป็นหน้ากระดาน 2 แถวๆหน้าอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ และแถวหลังอุทิศให้แก่บรรพสตรี

 

ปราสาทที่อยู่ในอาณาจักรขอม ถูกค้นพบและซ่อมแซมภายหลัง และเมื่อไม่ทราบชื่อของสถานที่ ก็ต้องตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อให้สามารถระบุถึงแต่ละปราสาทได้        

 

และที่เรียกชื่อปราสาทหลังนี้ว่า ปราสาทพระโค เพราะด้านหน้าของฐานที่เป็นที่ตั้งของปราสาทสำคัญทั้งหก มีรูปสลักประติมากรรมลอยตัวของโค (โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ) หมอบอยู่ 3 รูปด้วยกัน

 

ภายในกำแพงชั้นในของศาสนสถานขอม มักจะสร้างอาคารอยู่ด้านหน้าปราสาทส่วนสำคัญ อาจจะเป็น 2 หลังคู่ หรือ 4 หลังคู่ และมีประตูทางเข้าอยู่ด้านที่ประจัญกับทางเข้าของปราสาทสำคัญ อาคารที่ว่านี้ คืออาคารห้องสมุด หรือ บรรณาลัย ที่เป็นที่เก็บหนังสือ คัมภีร์ต่างๆ ตัวผนังอาคารปรุช่องอากาศไว้ เข้าใจว่าจะเป็นที่พำนักของพราหมณ์ผู้เฝ้าสถานที่และคัมภีร์ด้วย

 

ปราสาทส่วนสำคัญโดยทั่วไปจะมีประตูเข้าออกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ทิศรุ่งเรือง) อาคารบรรณาลัยจะมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าหาประตูของปราสาทสำคัญ

 

ข้อสังเกตุ   ประตูที่เป็นทางเข้าออกของปราสาทขอมโดยทั่วไป มีประตูเดียวที่ใช้ได้(ด้านทิศตะวันออก)  ด้านที่เหลือเป็นประตูหลอกสร้างด้วยหิน ทำทึบและตบแต่งเลียนแบบบานประตูไม้ที่ปิดไว้ เพราะถ้าทำกรอบประตูโปร่งทุกด้าน เกรงว่าจะไม่สามารถรับน้ำหนักหลังคาทรงสูง ที่สร้างเป็นชั้นๆเลียนแบบสววรค์ชั้นต่างๆของเขาพระสุเมรุ

 

 

ออกจากปราสาทพระโค นั่งรถต่อไปอีกสักครู่ก็ถึงปราสาทบากอง

ปราสาทบากอง

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.1424 เป็นศาสนสถานประจำอาณาจักร ประดิษฐานรูปเคารพเทวราชา อินทเรศวร สร้างขึ้นในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีคูน้ำและกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ

ปราสาทบากองแห่งนี้มีปราสาทประธานขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น  ตั้งอยู่ตรงกลาง  ซึ่งการก่อสร้างของปราสาทที่นี่ เริ่มจะมีความเหมือนกับการสร้างเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเพราะสามารถสร้างตัวเทวะสถานให้สูงเป็นชั้นๆได้  มีเขาบริวารล้อมรอบเขาพระสุเมรุซึ่งมียอดเขาไกรลาศเป็นวิมานของพระอิศวรและมีเขาล้อมรอบรวมทั้งมีสัตว์ป่าหิมพานต์ ซึ่งที่ปราสาทแห่งนี้ ทำเป็นรูปช้างทรงเครื่องมองเห็นทั้งตัวอยู่ที่มุมของฐานทั้งสามชั้น

 

ที่ฐานชั้นบนสุดมีปราสาทขนาดเล็กก่อด้วยหินทรายตั้งเรียงรายโดยรอบ 12 หลัง มีปราสาทอิฐ 8 หลังที่มีขนาดใหญ่ สร้างอยู่บนพื้นดินล้อมรอบศาสนสถานที่อยู่บนฐาน 5 ชั้น ซึ่งปราสาทอิฐนี้จะตั้งอยู่ทิศละ 2 หลัง ฐานด้านในทำด้วยศิลาแลงแล้วใช้หินทรายปิดด้านนอกอีกทีหนึ่ง ปราสาทด้านบนแต่เดิมคงสร้างด้วยอิฐที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน แต่ปัจจุบันได้พังหมดแล้ว ที่เห็นในปัจจุบันคงเป็นการสร้างเพิ่มขึ้นภายหลังในสมัยนครวัด สร้างด้วยหินทราย มีภาพสลักเทพธิดาหรือนางอัปสรแต่งกายแบบศิลปะสมัยนครวัด ในช่วงราวพ.ศ. 1650-1700 และมีปราสาทขนาดเล็กอยู่ล้อมรอบอีก 12 หลัง ซึ่งทุกหลังจะประดิษฐานศิวลึงค์อยู่ด้านใน

ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ขอมโบราณ  เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ก็จะโปรดให้สร้างสิ่งก่อสร้างขึ้น 3 อย่างด้วยกันกล่าวคือ ปราสาทซึ่งใช้เป็นวิมานของเทพเจ้าตามความเชื่อในศาสนาที่พระองค์นับถือ                โดยสร้างขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษและบรรพสตรี  จากนั้นจะโปรดให้สร้างปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์เอง  และโปรดให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บาราย ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ช่างผู้ก่อสร้างปราสาท และไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

       

ปราสาทบากองนี้เป็นตัวอย่างของศาสนสถานที่สร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้น ที่มีอายุอยู่ในสมัยแรกเมืองพระนครที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด ได้พบประติมากรรมรูปเคารพที่มีชื่อเสียงมาก คือ รูปพระอิศวร และพระชายาทั้งสองพระองค์ คือ พระอุมา และพระคงคา  ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์

ทับหลังด้านทิศตะวันออก สลักเป็นรูปพระศิวะนาฎราช, ทิศตะวันตก สลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์  ในอดีตคงจะมีศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่ในปราสาทด้วย  แต่ในปัจจุบันไม่พบแล้ว  นอกจากนี้ที่บริเวณองค์ปราสาทยังมีการแกะสลักรูปทวารบาลอยู่ทุกด้าน  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เครื่องแต่งกายของทวารบาลนั้นไม่ได้ร่วมสมัยกับสมัยพระโค  แต่อยู่ในศิลปะแบบนครวัด  จึงเป็นไปได้ว่าปราสาทแห่งนี้คงจะได้รับการซ่อมแซมในสมัยหลังจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ด้วย  ส่วนบริเวณด้านทิศใต้ของฐานก่อนจะถึงชั้นที่ประดิษฐานปราสาทประธาน ยังปรากฎร่องรอยการแกะสลักเป็นรูปยักษ์และเทวดา แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นเรื่องราวใด  เพราะไม่ปรากฎรายละเอียดมากนัก อาจเป็นภาพการรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ก็เป็นได้

 

ข้อสังเกต   ปราสาทบากองเป็นเทวะสถานยุคต้นๆของการสร้างเมืองพระนคร (อังกอร์) ที่สร้างเป็นผังสี่เหลี่ยม   มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบเทวะสถาน เปรียบเหมือนกับมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (คูน้ำนี่แหละครับ เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้คนงานใช้สอย ใช้ดื่ม เมื่อมีน้ำเต็ม)  มีสะพานเชื่อมเข้าออกภายในเทวะสถาน อยู่สองด้านคือด้านทิศตะวันออกและตะวันตก และสร้างพญานาคขนาดใหญ่ทอดสองข้างสะพาน ตัวพญานาคมีเจ็ดเศียรลำตัวทอดติดกับพื้นดิน เศียรนาคทั้งเจ็ดโล้นเกลี้ยงเกลาไม่ตกแต่งอะไร นี่คือลักษณะของเศียรนาคยุคต้นๆในศิลปะแบบพระโค  สะพานแบบนี้จึงเรียกว่าสะพานนาค

 

ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเหล่าปราสาทต่างๆ ในเขตเมืองเก่าหริหราลัย  ปัจจุบัน เรียกว่า โลเลย ในอดีตมีสระน้ำขนาดใหญ่ประจำเมืองที่เรียกกันว่า อินทรตฏากะ ปัจจุบันแห้งสนิท

 

มีเทวะสถานอีกแห่งหนึ่ง ใกล้ๆที่ไม่ได้ชมคือ ปราสาทโลเลย ที่สร้างในสมัยพระเจ้ายโสธรวรมันที่ 1 ((พ.ศ.1432-1450) เป็นปราสาทขนาดย่อมสี่หลังอยู่บนฐาน(ต่ำ) เดียวกัน ปราสาทนี้ตั้งอยู่กลางอินทรตฏากะ (สระน้ำแห่งพระอินทร์)

ที่ไม่ได้เข้าชม ก็เพราะใกล้เวลาอาหารกลางวันและเป็นปราสาทขนาดย่อมที่นักท่องเที่ยวสามารถละเว้นไม่เข้าชมได้

 

ว่าด้วยคำเขมรที่หมายถึง สระน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ หรือบึง ที่ชาวขอมสร้างขึ้น

บาราย เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ขนาดทะเลสาบ

ตฏากะ เป็นสระน้ำขนาดบึง

ตระพัง เป็นสระน้ำขนาดบ่อ

 

ออกจากเมืองหริหราลัย (ความจริงไม่เป็นเมืองแล้ว ชื่อเมืองในอดีตนะครับ)

กลับเข้าเมืองเสียมเรียบ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร ผิวถนนระหว่างเมืองหริหราลัยกับเมืองเสียมเรียบนั้นค่อนข้างดีและดีกว่าเส้นที่ไปปอยเปตมาก ชาวเสียมเรียบที่อยู่ในเมืองก็ดูหนาแน่น  แต่การจราจรนั้นไม่ค่อยติดขัดในตัวเมืองเพราะรถยนต์ในท้องที่มีไม่ค่อยมาก รถเครื่อง มอเตอร์ไซด์ จักรยานมีไม่แน่นเท่าที่เมืองจีน เท่าที่เห็นในเสียมเรียบมี สัญญาณไฟจราจรอยู่สองแห่งเท่านั้น

ร้านอาหารที่จะทานตอนกลางวันนี้ จัดให้ที่ร้านอาหารชื่อ โภชนียคารสะมะเพียบ โภชนียคาร คงพอเดาออกว่าอะไร ส่วน “สะมะเพียบ” ตรงกับคำไทยว่า สมภาพหรือเสมอภาพนั่นเอง  ที่ร้านนี้ทัวร์ได้จัดเมนูไว้ให้แล้ว

ได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, ทอดมันปลากราย ที่ดูแล้วคล้ายกับหมูยอ เพียงแต่เป็นปลากราย, ผัดกะเพราไก่, ผัดผักรวม, ต้มยำน้ำใสซี่โครงอ่อนหมู, ปาฮกลิงหรือผัดปลาร้าทรงเครื่อง, ข้าวเปล่า และผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นสัปะรด แตงโม มะละกอ  ถ้าทานจุก็จัดเติมอาหารเพิ่มได้

เห็นเมนูอาหารแล้ว อื๋อ.... คล้ายร้านอาหารไทยนี่นา

ขอให้เอร็ดอร่อยกับการรับประทานอาหารนะครับ

 

อิ่มแล้ว จะกลับมารับไปเที่ยวช่วงบ่ายต่อนะครับ

12月28日

เมืองพระนคร Angkor และเมืองพระนครหลวง Angkor Thom ที่น่าชม

บรรดาสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าไปชมม้ากมาก ทั้งยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งสวย และที่สำคัญก็คืออยู่ใกล้เมืองไทยที่สุด งั้นถ้าจะเลือกชมสิ่งมหัศจรรย์ที่ไหนก่อน ก็ต้องที่แหละ นครวัด (Angkor Wat)
 
นครวัด (Angkor Wat) อยู่ในประเทศกัมพูชาข้างบ้านเรานี่เอง
หน้านี้ ฤดูนี้ (ปลายปีและต้นปี) เหมาะที่สุด อากาศไม่ชื้น เหนียวเหนอะหนะ ปีใดอากาศหนาวนานก็เยี่ยมเลยสำหรับการไปเยือนเมืองโบราณมหัศจรรย์แห่งนี้
 
สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง
ฝรั่งเค้าจัดเอา นครวัด เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ในยุคกลาง เค้าว่าเฉพาะนครวัด เท่านั้นเองมหัศจรรย์แล้ว
ความจริงสำหรับเราไปเที่ยวกันมิใช่แค่ได้ชมเพียงนครวัดอย่างเดียวนะครับ
ผมมักจะบอกกับฝรั่งว่า Angkor Wat is just one temple นครวัดมันแค่วัดหรือปราสาทเดียวนะ แต่ที่เราไปถึงแล้วจะได้ชม มันมากว่านครวัด ที่มันใหญ่ๆ สวยงาม รูปแบบน่าทึ่ง มีอีกเยอะนะครับ
สำหรับนครวัด เวลาพูดให้มันเว่อร์มากๆ (พูดให้เกินเลย เพื่อให้คนได้ฟังแล้ว...โอ้โห อย่างนั้นเชียวหรือ)
ว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งในเมืองไทย แค่ห้องครัวของนครวัดเอง
 
นอกจากปราสาทนครวัด ที่อยู่ในเขตเมืองพระนคร (Angkor) ยังมีปราสาทอื่นๆ หลากรูปแบบ ในหลายสมัย และยังมีปราสาทในเขตเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) อีกมากมาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับอาณาจักรของเมืองพระนคร (Angkor) คือมาสร้างอาณาจักรใหม่ในพื้นที่เดิม 
 
เมืองพระนคร (Angkor) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 15 (ราวๆ 1.100 ปีทีแล้ว) 
ส่วนเมืองพระนครหลวงหรือนครธม (Angkor Thom) ก่อตั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวๆ 800 ปีทีแล้ว) 
ทั้งสองเมืองเป็นเมืองโบราณที่ถูกบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ที่เลื่องชื่อลือนาม
 
 
ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ
See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย
See the World and die old
นักท่องเที่ยว เมื่อได้ไปเยือน
พูดกันปากต่อปากว่า สูดดดดดยอดดดดด
ฝรั่งบางคนถึงกับโพล่งว่า ได้เห็นนครวัดแล้วก็นอนตายตาหลับ See Angkor Wat and die
สำหรับผมว่า อย่าเพิ่งตายเลย See the World and die old
 
ผมก็ให้เรตติ้งว่าเป็นเมืองโบราณสุดคลาสิค มีคะแนน 9.999 ในคะแนนเต็ม 10 เมื่อเทียบกับเมืองโบราณที่ผมได้ไปเห็นมา (อาจะมีเปลี่ยนใจ เพราะก็ยังมีอีกหลายที่ ที่ยังไม่ได้เห็นหรือได้ยินจากทางสื่อต่างๆ)เปรียบเทียบกันระหว่างเมืองโบราณต่อเมืองโบราณนะครับ และมิได้นับเอาเฉพาะเก่าอย่างเดียว นี่เป็นความเห็นในเชิงการท่องเที่ยวนะครับ 
 
การไปเยือนเมืองโบราณพระนคร (Angkor) และพระนครธม (Angkor Thom)
จากเมืองไทยไปได้ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ
 
ทางบก ได้แก่ จากส่วนไหนก็ตามของเมืองไทยก็มุ่งหน้าไปยังพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมี อยู่สองพรมแดนที่ใช้กัน คือด่านจังหวัดอรัญประเทศข้ามไปยังปอยเปต ของกัมพูชาและด่านจังหวัดศรีษะเกษ ที่ช่องจอม ทั้งสองด่านเมื่อข้ามไปแล้ว ยังต้องขับรถต่อไปอีกจนถึงจังหวัดเสียบเรียบของกัมพูชา ซึ่งค่อนข้างจะทุลักทุเล แม้ว่าระยะทางไม่เกิน 200 กม.แต่ผิวถนนไม่ดีเอาเสียเลย และน่าจะคงสภาพแบบนี้ไปอีกนานตามวิถีการเมือง การคงผลประโยชน์เฉพาะ
 
ทางน้ำ ก็ต้องใช้ทางถนนก่อนไปทางจังหวัดตราด แล้วก็ไปต่อเรือตรงอำเภอคลองใหญ่มุ่งหน้าไปยังเกาะกง ซึ่งเป็นจังหวัดพรมแดน แล้วต่อรถไปตามถนนสู่จังหวัดเสียมเรียบ
 
ทางอากาศ จากท่าอากาศยานกรุงเทพฯถ้าบินบินตรง ต้องใช้บริการของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บินสู่เสียมเรียบเลย แต่ถ้านิยมการบินไทย ต้องบินจากกรุงเทพฯไปเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงพนมเปญ แล้วบินจากพนมเปญเข้าสู่เสียมเรียบ  บินตรงทีเดียวก็ใช้เวลาเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น แต่ราคาเครื่องบินเมื่อคิดตามระยะทาง สุดดดดดแพงเลยครับท่านผู้ชม (เป็นหมื่นแน่ะ)
 
จังหวัดเสียมเรียบ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยว ผู้ไปเยือน ใช้เป็นฐานในการจะเข้าไปเยือนเมืองโบราณ
เมืองนี้เป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันเทียบกับเมืองไทยก็แค่เมืองชนบทที่ไกลไกลสักหน่อย ไม่ค่อยเจริญ (ตอนนี้นะ ปี 2548 อีกหน่อยต้องคอยติดตามดูต่อไป) แต่มีโรงแรมผุดขึ้นหลายๆโรงแรมทุกๆปี และมีโรงแรมระดับ 4 ดาวมากซะด้วย
 
 
ดูรูปไปพลางๆก่อนนะครับ
เดี๋ยวจะมาร่ายต่อ ตอนช่วงที่ว่าง